เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สมุทร ตัณหนัยทน์
อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช

โรคเบาหวานคืออะไร

โรคเบาหวานเป็นโรคที่ร่างกายขาดอินซูลิน จึงไม่สามารถใช้อาหารที่รับประทานเข้าไป ทำให้เกิดเป็นพลังงานของร่างกายได้ เนื่องจากอินซูลินที่สร้างจากต่อมเล็ก ๆ ในตับอ่อนนั้นไม่พอกับความต้องการ หรือการตอบสนองต่ออินซูลินไม่เป็นไปอย่างปกติ โรคเบาหวานมีหลายชนิด ที่สำคัญมีอยู่ 2 ชนิด เรียกว่า เบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งพบเป็นเด็ก ๆ หรือวัยรุ่น และเบาหวานชนิดที่ 2 พบในผู้ใหญ่อายุ 30 ปีขึ้นไป พบมากขึ้นเมื่ออายุ 40 ปี ถึง 65 ปี และน้อยลงเมื่ออายุ 70 ปี ถึง 80 ปี และยังพบเบาหวานในสตรีที่ตั้งครรภ์ และชนิดอื่น ๆ แต่มีน้อยกว่าชนิดที่ 2 ประเทศทางแถบเอเชีย เบาหวานชนิดที่ 1 พบได้น้อย ในประเทศไทย พบชนิดที่ 1 มีประมาณ 5% และชนิดที่ 2 มี 95%

อาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีน้ำตาลในเลือดสูง จึงมีอาการปัสสาวะมาก กระหายน้ำรุนแรง อ่อนเพลีย ซึมลง ตาพล่ามัว กระสับกระส่าย มีโรคติดเชื้อได้บ่อย บาดแผลหายช้า

เบาหวานชนิดที่ 1 อาการของโรคเบาหวานปรากฏขึ้นรวดเร็ว เซลล์ในตับอ่อนถูกทำลายอย่างมาก ทำให้ขาดอินซูลินอย่างสิ้นเชิง ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ได้แก่ กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม มีความเจ็บป่วยซึ่งเป็นความเครียดกดดันจากโรคติดเชื้อไวรัส (เช่น เป็นคางทูม หรือไข้จากไวรัสในหน้าฝน) ภูมิต้านทานเสียไป นอกจากนั้นยังมีส่วนที่ไม่ทราบสาเหตุ

 

เบาหวานชนิดที่ 2 มีอาการค่อย ๆ เป็น มีปัสสาวะมาก กระหายน้ำมาก กินจุ ตามัว อ่อนเพลีย มือชา แผลหายช้า หมดสมรรถภาพทางเพศ ปัจจัยสำคัญคือ กรรมพันธุ์ อายุมากขึ้น น้ำหนักเกิน ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ มีความเครียดกดดัน (เจ็บป่วย บาดเจ็บ ตั้งครรภ์)

อินซูลิน ซึ่งสร้างจากต่อมเล็ก ๆ ในตับอ่อนมีไม่เพียงพอ และยิ่งกว่านั้นร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินให้เหมาะสมได้ อินซูลินหลั่งออกภายหลังรับประทานอาหาร ออกฤทธิ์ที่ตับ กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อส่วนมัน อินซูลินทำให้ตับเก็บน้ำตาลกลูโคสจากในกระแสเลือดเอาไว้ใช้ต่อไป เมื่ออินซูลินไม่พอ ตับไม่สามารถเก็บน้ำตาลกลูโคสไว้ได้ ปล่อยออกมามากในกระแสเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงขึ้น จึงทำให้มีอาการเกิดขึ้นจากการที่มีน้ำตาลกลูโคสสูงในเลือด

 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

เป็นโรคเบาหวานมีความร้ายแรงหรือไม่

โรคเบาหวานเป็นตลอดชีวิต ถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นกับหัวใจ ไต ตา และถ้าโรคแทรกซ้อนนี้อาจเกิดขึ้นเร็วหรือหลายปีหลังจากเป็นเบาหวาน ขึ้นอยู่กับการรักษาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

อาการของโรคแทรกซ้อนขึ้นอยู่กับเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่ถูกทำลายเสียไป เนื้อเยื่อที่ถูกทำลายแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ หลอดเลือดเล็ก ๆ ถูกทำลาย เป็นหลอดเลือดของจอตา ไต และประสาท หลอดเลือดใหญ่ถูกทำลายเสียหาย มีไขมัน (คอเลสเตอรอบ ไตรกลีเซอไรด์) ระดับสูงในเลือดจึงตีบหรืออุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนนั้น ๆ ไม่ดี เช่น ทำให้เกิดโรคหลอดเลือด หัวใจอุดตัน มีอาการของโรคหัวใจ อาจเจ็บบริเวณหัวใจ เป็นอาการรุนแรงเฉียบเพลัน

โรคเบาหวานกับโรคตา : พบประมาณ 20 ของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีพยาธิสภาพที่จอตาจนถึงกับตาบอดได้ การที่เกิดพยาธิสภาพขึ้นที่จอตานั้น โดยทั่วไปแล้วไม่มีอาการจนกระทั่งเมื่อเป็นมากแล้ว ดังนั้นการตรวจตาประจำปีจึงมีความสำคัญสำหรับทุกคนที่เป็นเบาหวาน การตรวจพบตั้งแต่ตอนแรก ๆ จะเป็นประโยชน์ในการรักษาให้ดีได้

โรคเบาหวานกับเท้า : เนื่องจากประสาทชามักเกิดขึ้นที่เท้า โดยมากไม่รุนแรง อาจชาไม่รู้สึก โดยไม่ได้สังเกตทราบก็ได้ เมื่อมีทั้งประสาทชากับหลอดเลือดตีบ เลือดไปเลี้ยงไม่พอ เมื่อเกิดกระทบกระแทกหรือเกิดบาดแผลขึ้นที่เท้า มีการอักเสบจากโรคติดเชื้อ แผลอาจลุกลามมกจนถึงเท้าเน่าดำ เนื้อตาย (ที่เรียกว่าแก็งกรีน) ก็ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้ต้องตัดนิ้ว ตัดเท้าบางส่วน หรืออาจถึงกับต้องตัดขา

โรคเบาหวานกับโรคหัวใจ : ผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ทำให้เป็นโรคหัวใจจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชั่วคราว หรือกล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนตาย

ถ้าหากเกิดขึ้นกับหลอดเลือดสมอง อาจเป็นหลอดเลือดตีบ ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยง จะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตเกิดขึ้นกับแขนขา หรืออาจพูดไม่ได้ ถ้าสมองส่วนที่เสียไปนั้นเกี่ยวกับการพูด ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องเอาใจใสตา ไต หัวใจ สมอง และท้า ที่มีสาเหตุของการขาดเลือดไปเลี้ยง

เบาหวานชนิดที่ 2 มีอาการค่อย ๆ เป็น มีปัสสาวะมาก กระหายน้ำมาก กินจุ ตามัว อ่อนเพลีย มือชา แผลหายช้า หมดสมรรถภาพทางเพศ ปัจจัยสำคัญคือ กรรมพันธุ์ อายุมากขึ้น น้ำหนักเกิน ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ มีความเครียดกดดัน (เจ็บป่วย บาดเจ็บ ตั้งครรภ์)

อินซูลิน ซึ่งสร้างจากต่อมเล็ก ๆ ในตับอ่อนมีไม่เพียงพอ และยิ่งกว่านั้นร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินให้เหมาะสมได้ อินซูลินหลั่งออกภายหลังรับประทานอาหาร ออกฤทธิ์ที่ตับ กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อส่วนมัน อินซูลินทำให้ตับเก็บน้ำตาลกลูโคสจากในกระแสเลือดเอาไว้ใช้ต่อไป เมื่ออินซูลินไม่พอ ตับไม่สามารถเก็บน้ำตาลกลูโคสไว้ได้ ปล่อยออกมามากในกระแสเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงขึ้น จึงทำให้มีอาการเกิดขึ้นจากการที่มีน้ำตาลกลูโคสสูงในเลือด

 

อย่างที่ 1 คือ มีสารคีโตนคั่งอยู่ในเลือดด้วย (ตรวจพบได้ในปัสสาวะและในเลือด) อาการค่อย ๆ เกิดขึ้น มีอาการปัสสาวะมาก กระหายน้ำมาก คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง มีกลิ่นหายใจคล้ายกลิ่นยาทาเล็บ และหมดสติ (โคม่า) ได้

อย่างที่ 2 อาการเกิดขึ้นเนื่องจากน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงมาก ๆ (เกิน 600 มก.%) มีอาการปัสสาวะมาก กระหายน้ำมาก ชักกระตุกได้ อัมพฤกษ์ก็อาจเกิดขึ้นได้ และหมดสติได้

 

โรคแทรกซ้อนเฉียบพลัน เกิดขึ้นได้เมื่อน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำมาก น้ำตาลกลูโคสลดต่ำกว่า 70 หรือ 50 มก.% อาจเกิดอาการขึ้นทันทีทันใด หิว เหงื่อออก ตัวเย็น อาจเกิดอาการชักก็ได้ หรือไม่รู้ตัว อาจถึงกับหมดสติต้องรีบเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล อาจถึงแก่ชีวิตได้ถ้ารักษาไม่ทันการ สาเหตุเกิดจากอาหารไม่เพียงพอ (เนื่องจาก เว้นหรืองดอาหาร หรือได้อาหารช้าไป) ออกกำลังมากเกินไป รับประทานยาลดน้ำตาลหรือฉีดอินซูลินมากเกินไป หรือเกิดจากสาเหตุหลายอย่างทั้งหมดนี้รวมกัน การแก้ไขเมื่อเริ่มมีอาการ ต้องดื่มน้ำหวานหรือผลไม้ เช่น ส้มหวาน ๆ หรือกล้วย ของหวาน ๆ เท่าที่จะหาได้โดยเร็ว

 

เบาหวานรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ตอบได้ว่าไม่หายขาด แต่มีการรักษาได้ผล ถ้ารู้จักการปฏิบัติตัวดี มีการใช้ยารักษาให้ถูกต้องถูกวิธี ก็จะมีชีวิตที่ดี มีสุขภาพดีได้

เป้าหมายหลักของการรักษาคือ ให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดใกล้กับระดับคนปกติ ดังนั้นตัวผู้ป่วยเองต้องเอาใจตัวเองด้วย เพราะนั่นเป็นความสำคัญต่อการรักษา

โรคเบาหวานไม่ใช่โรคที่จะทำให้ความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิตต้องเสียไปหรือขัดขวางการทำงานหรือประกอบอาชีพ แม้ว่าโรคเบาหวานจะเป็นอยู่ตลอดไปก็ตาม ถ้าหากรักษาให้ถูกต้อง ผู้ป่วยเบาหวานก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ หรือถ้าจะเกิดก็เนิ่นช้าออกไป โรคเบาหวานถึงจะรักษาไม่หายขาด แต่ก็รักษาให้ดีได้ การรักษามีอยู่ 3 วิธี

· ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย
· ควบคุมอาหาร กับรับประทานยาเม็ด
· ควบคุมอาหาร และฉีดอินซูลิน และรับประทานยาเสริมด้วย

 

โปรดนึกไว้เสมอว่า การตรวจวินิจฉัยให้ทราบตั้งแต่ต้น ๆ ให้การปฏิบัติรักษาที่ดี จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนระยะยาวได้

ถ้าควบคุมการปฏิบัติตัวเองยังไม่ได้ผลดี เรื่องการควบคุมอาหารกับการออกกำลังกาย แพทย์จะพิจารณาให้ยาเม็ดรับประทานชนิดต่าง ๆ อาจมียาหลายชนิดนำมาใช้ร่วมกัน เมื่อยังไม่ได้ผลดีก็จะใช้อินซูลินฉีดร่วมด้วย หรืออาจจำเป็นต้องฉีดอินซูลินทั้งเช้าและเย็น

สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะต้องฉีดอินซูลิน (รับประทานยาลดน้ำตาลจะไม่ได้ผล) โดยใช้เข็มฉีดอินซูลิน (เป็นกระบอกฉีดยาหรือมีลักษณะเหมือนปากกา (อินซูลินชนิดออกฤทธิ์สั้น (short-acting), ออกฤทธิ์เร็ว (rapid-acting), ออกฤทธิ์ปานกลาง (intermediate-acting), ออกฤทธิ์ยาว (long-acting) อาจจะฉีดวันละ 2 หรือ 3 หรือ 4 ครั้ง สุดแต่การวินิจฉัยของแพทย์ผู้รักษาว่าวิธีใดจึงจะเหมาะได้ผลดีแต่ละคน

การปฏิบัติรักษาตัวเองในเรื่องอาหาร เป็นสิ่งจำเป็นที่สำคัญ ไม่ว่าจะรักษาด้วยยาเม็ดหรือฉีดอินซูลิน การควบคุมอาหารเป็นเรื่องจำเป็นต้องเอาใจใส่ เป็นการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ

โปรดระลึกไว้เสมอว่า ร่างกายของผู้ที่เป็นเบาหวานไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ดี เพราะฉะนั้นต้องละเว้นของหวาน ๆ ขนมเค้ก ช็อกโกแลต ขนมหวานชนิดต่าง ๆ น้ำหวาน น้ำอัดลม ผลไม้หวาน ๆ การรับประทานของว่าง ซึ่งเป็นอาหารประเภทแป้งแทนจะดีกว่า สำหรับน้ำตาลเทียม (สารเอสปาเทม) ใส่ในน้ำชา กาแฟ หวานแทนน้ำตาลได้ แต่โปรดทราบไว้ด้วยว่า เอสปาเทม จะไม่มีรสหวาน ถ้าใส่ลงไปในน้ำร้อน ๆ (เกิน 60 องศาเซลเซียส) คือต้องเป็นเครื่องดื่มที่อุ่นพอดื่มได้ จึงจะมีรสหวาน

รับประทานผลไม้ที่ไม่หวาน รับประทานผักมาก ๆ เพราะต้องการใยอาหาร (ซึ่งช่วยในการดูดซึมของอาหารในลำไส้ ไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือดเร็วนัก)

หลีกเลี่ยงอาหารมัน ครีม เนย เนยเทียม ของทอดที่มันมาก ๆ ยิ่งถ้าหากน้ำหนักตัวเกินพิกัด ต้องลดอาหารลงทุกมื้อ เพื่อไม่ต้องการให้อ้วน

ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้ออาหารพิเศษสำหรับคนเป็นเบาหวานมารับประทาน เพราะได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า

สรุปได้ว่า อาหารเพื่อสุขภาพนั้น แม้ไม่เป็นเบาหวานก็รับประทานได้

หลักการก็คือ รับประทานหวานและมันให้น้อย ๆ รับประทานใยอาหาร เช่น จากผักรับประทานอาหารประเภท แป้ง ข้าว ขนมปัง ธัญพืช ลดอาหารเนื้อวัว เนื้อหมูให้น้อยลง ควรเป็นอาหารประเภท ปลา ไก่ เป็ด คือเลือกอาหารที่มีไขมันน้อย ดื่มนมขาดมันเนย หรือพร่องมันเนย น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารควรเป็นน้ำมันพืชซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันรำ น้ำมันข้าวโพด แต่ไม่ใช้น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ น้ำมันหมู หรือน้ำมันจากเนื้อวัว เพื่อไม่ให้ไปเพิ่มคอเลสเตอรอลในเลือด เป็นการป้องกันโรคหัวใจไปด้วย ไม่รับประทานอาหารเค็ม ๆ มาก เพื่อไม่ให้ความดันโลหิตสูง

การรับประทานอาหารต้องให้สม่ำเสมอ และรักษาน้ำหนักตัวไว้ไม่ให้เกินพิกัด ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ใช้อดอาหาร แต่เป็นการปรับเลือกอาหารให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคเบาหวาน

ใครก็ตาม ไม่ว่าอายุเท่าใด ก็จะเป็นโรคเบาหวานได้ เบาหวานชนิดที่ 1 อาจเป็นตั้งแต่อายุไม่ถึง 1 ขวบ หรืออาจเป็นตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป แต่บางรายเป็นได้ในวัยรุ่น และในอายุที่น้อยกว่า 15 ปี เพราะอ้วน

ปัจจัยเสี่ยงทำให้เป็นโรคเบาหวาน ได้แก่

· กรรมพันธุ์
· วิถีชีวิตความเป็นอยู่สิ่งแวดล้อม

ปัจจัยเสี่ยงทางกรรมพันธุ์ พบได้ว่า มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา แต่ไม่ได้เป็นเบาหวานทุกชั่วคน เช่น บางทีพ่อแม่ไม่ได้เป็นเบาหวาน แต่มีพี่น้องเป็นเบาหวาน เป็นต้น สำหรับคู่แฝด ถ้าเป็นเบาหวานคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งก็จะเป็นเบาหวาน แต่มีพี่น้องเป็นเบาหวาน เป็นต้น สำหรับคู่แฝด ถ้าเป็นเบาหวานคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งก็จะเป็นเบาหวาน แม้ว่าจะไม่ได้อยู่บ้านเมืองเดียวกันก็ตาม เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์พบว่าบางเชื้อชาติเป็นเบาหวานกันมาก

วิถีชีวิตความเป็นอยู่ มีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคเบาหวาน ความเป็นอยู่แบบชาวตะวันตก อยู่ดีกินเกิน รับประทานอาหารมัน ๆ หวาน ๆ ออกกำลังกายน้อย ก็จะเป็นเบาหวานให้ปรากฏได้ พวกชาวพื้นเมืองปาปัวนิวกินีที่ไปอยู่ออสเตรเลีย มีความเป็นอยู่แบบชาวตะวันตก ร่างกายอ้วนพีขึ้น พบว่าเป็นเบาหวาน แต่เมื่อกลับไปยังถิ่นเดิมทำงานในไร่ ปรากฏว่าอาการของเบาหวานหายไป น้ำตาลในเลือดลดลงได้

เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสเป็นเบาหวานมีมากขึ้น กลุ่มคนอายุ 65 ถึง 74 ปี เป็นเบาหวานมากกว่าผู้มีอายุ 25 ปี ถึง 44 ปี ถึง 2-3 เท่า คนอ้วนมีโอกาสจะเป็นเบาหวานได้ง่ายขึ้น ยิ่งออกแรงน้อย ขาดการออกกำลังกายจะทำให้น้ำหนักเพิ่มจนเกินพิกัดจนกลายเป็นคนอ้วน ยิ่งเสริมด้วยอาหารมัน ๆ หวาน ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งจะอ้วนขึ้นได้ง่าย

สรุปว่าคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ได้แก่

· คนที่มีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน
· เชื้อชาติพันธุ์บางเชื้อสาย
· เมื่ออายุมากขึ้น
· น้ำหนักตัวเกินหรือเป็นคนอ้วน (ดรรชนีมวลกาย > 25 กิโลกรัม/5 ตารางเมตร)
· มักทำงานอยู่กับที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
· คนที่กินอาหารมัน ๆ กินใยอาหารน้อย
· คนที่เคยตรวจพบว่าน้ำตาลในเลือดไม่อยู่ในระดับปกติ (IGT คือ ความทนต่อกลูโคสบกพร่อง)
· ผู้หญิงที่เป็นเบาหวานเมื่อตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร น้ำหนักเกิน 4 กิโลกรัม
· ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง (> 140/90 ม.ม.ปรอท)
· ผู้ที่มี เอ็ช ดี แอล คอเลสเตอรอล < 35 ม.ก./ด.ล. และ/หรือไตรกรีเซอไรด์ > 250 ม.ก./ด.ล.

ทำอย่างไรจึงจะลดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ได้

แม้ว่ากรรมพันธุ์หรือเชื้อชาติพันธุ์ อายุมากขึ้น เหล่านี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม แต่การปฏิบัติที่จะช่วยได้คือ ควบคุมน้ำหนักตัว โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ การออกกำลังกาย เช่น พยายามเดินแทนการนั่งรถ ถ้าพอเดินได้ พอทำได้ขึ้นลงบันไดชั้นเดียวหรือ 2 ชั้น แทนการใช้ลิฟท์ ต่อไปคือการออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 ถึง 5 วัน ออกกำลังกายจนพอรู้สึกเหนื่อยนิด ๆ การออกกำลังกายนอกจากเดินก็คือ การทำเป็นการเป็นงานได้ เช่น ทำสวน ทำงานบ้าน หรือเล่นกีฬาก็ได้ เช่น เล่นเทนนิส แบดมินตัน ว่ายน้ำ วิ่งเหยาะ ๆ (จ๊อกกิ้ง) หรือออกวิ่งก็ได้ หรือการออกกำลังกายให้สนุกก็ได้ เช่น เต้นแอโรบิกหรือเต้นรำ

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคเบาหวานหรือไม่

แม้ว่าไม่มีอาการแสดงออกให้ทราบชัดเจน เช่น กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย รู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลดโดยสาเหตุอธิบายไม่ได้ อาจเป็นโรคเบาหวานได้ เพราะคนที่เป็นโรคเบาหวานยังไม่ปรากฏอาการให้ชัดเจนก็ได้ อาจตรวจพบว่าน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูง เมื่อไปตรวจร่างกายด้วยโรคภัยไข้เจ็บอย่างอื่น ในบางรายมีอาการอ่อนเพลีย กระสับกระส่าย อาจจะคิดว่าเพราะทำงานมากเกินไปหรือคิดว่าอายุมากแล้วด้วย เหตุผลเช่นนี้พบว่า 50% ของคนเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จะขาดการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคเบาหวาน

อาการที่เป็นโรคเบาหวาน คือ ไม่มีแรง กระหายน้ำมาก ปัสสาวะมากน้ำหนักลด เจ็บแปลบที่ขาและเท้า ตามัว คันตามตัว ท้องผูก ขาเป็นตะคริว เป็นแผล ฝีอักเสบตามร่างกายได้ง่าย ควรไปพบแพทย์ให้ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือดในปัจจุบันการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคเบาหวาน คือ

1) มีอาการของเบาหวาน ร่วมกับการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด (คือ พลาสม่า) ได้ > 200 มก./ดล. ตรวจในเวลาไหน ๆ ของวัน (ไม่ได้จำกัดเวลา หลังอาหารมื้อสุดท้าย)
2) ตรวจหาน้ำตาลกลูโคสในเลือดก่อนอาหารเช้า > 126 มก./ดล.
3) 2 ชั่วโมงหลังกินกลูโคส 75 กรัม ที่ละลายในน้ำ (IGT) ตรวจพบระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดได้ > 200 มก./ดล.

ในรายที่น้ำตาลสูงไม่ชัดเจน (IGT) ทำซ้ำครั้งที่ 2 ในวันอื่นต่อไป (แต่ไม่แนะนำให้ตรวจซ้ำครั้งที่ 3)
สำหรับการตรวจ HbAIC (น้ำตาลสะสมที่เม็ดเลือดแดง) ไม่แนะนำให้ใช้เป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานเมื่อตั้งครรภ์ (GDM) กระทำการตรวจโดยอาศัยการให้กินน้ำตาลกลูโคส 100 กรัม หรือ 75 กรัม โดยอาศัยการตรวจหาระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด

 

การวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานเมื่อตั้งครรภ์

ค่าที่ได้นี้แสดงว่าเป็นเบาหวานเมื่อตั้งครรภ์

ดังนั้น เพื่อสุขภาพถ้ามีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวแล้ว เช่น กรรมพันธุ์ อ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ควรตรวจว่าเป็นเบาหวานหรือไม่ ถ้าพบว่าเป็นจะได้รับการรักษาตั้งแต่ต้น ๆ เพื่อจะได้ไม่เกิดโรคแทรกซ้อน จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สมดังคำขวัญขององค์การอนามัยโลกที่ว่า

A Full life despite diabetes”

“แม้เป็นเบาหวานชีวิตก็เบิกบานได้

 

ที่มาบทความ จาก หนังสือ “เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน”

เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๙
โดยสโมสรไลออนส์สากล ภาค 310 ประเทศไทย สมาคมโรคเบาหวาน แห่งประเทศไทย
ศูนย์เบาหวานศิริราช คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ตอนที่ 1 : เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
ตอนที่ 2 : มาช่วยกันป้องกันโรคเบาหวาน…กันดีกว่า
ตอนที่ 3 : การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน
ตอนที่ 4 : เบาหวานในเด็กและวัยรุ่น และการรักษาปัจจุบัน
ตอนที่ 5 : เมตาโบลิก ซินโดรม Metabolic Syndrome
ตอนที่ 6 : การติดตามและการประเมินผลในการดูแลเบาหวานด้วยตนเอง
ตอนที่ 7 : การออกกำลังกายในผู้ป่วยเป็นเบาหวาน
ตอนที่ 8 : การดูแลเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ตอนที่ 9 : โรคความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวาน
ตอนที่ 10 : อาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save