เบาหวาน กับการกินอาหาร

เบาหวาน กับการกินอาหาร

เบาหวาน กับการกินอาหาร

เบาหวาน คือ ภาวะที่ทำให้ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ หรืออินซูลินไม่สามารถทำงานได้ อย่างเต็มที่ เมื่ออินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดขาดไป หรือไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ น้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือด จะไม่สามารถเข้าไปสู่เซลของร่างกายได้ น้ำตาลจึงคั่งในเลือด ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลใน เลือดสูง น้ำตาลจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ น้ำปัสสาวะของคนป่วยจึงมีน้ำตาลอยู่ด้วย ด้วยเหตุนี้คนเป็นโรคนี้ จึงเรียกว่าเป็น เบาหวาน

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน อาจจะขาดฮอร์โมน อินซูลินมาแต่กำเนิด หรืออาจจะขาดฮอร์โมนนี้ในตอนโตแล้ว ก็เป็นได้ ศาสตราจารย์นายแพทย์อารี วัลยะเสวี ได้เขียนไว้ในหนังสือ ความรู้เรื่องการกิน

เบาหวาน กับการกินอาหาร

ว่า “ผู้เป็นโรคเบาหวานมักจะขาดฮอร์โมนที่ชื่อ “อินซูลิน” ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ การขาดฮอร์โมนนี้ อาจเป็นมาแต่กำเนิน (โรคกรรมพันธุ์) หรืออาจจะขาดฮอร์โมนนี้ในตอนมีอายุแล้วก็ได้ เกิดจากการกินมาก มีน้ำตาลมาก ต้องใช้อินซูลินมากเป็นเวลานานจนกว่าร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้หรือผลิตน้อยลง น้ำตาลจึงค้างอยู่ในเลือดสูง ดังนั้นคนที่กินมากโดยมากจึงอ้วน และมักพบว่าโรคอ้วนกับโรคเบาหวานมักไปด้วยกันเสมอ”

ดังนั้น เรื่องของอาหารการกินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง การกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการกินมากเกิน หรือน้อยเกินล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุการเกิดโรคได้ทั้งสิ้น

จากการศึกษาค้นคว้าพบว่า โรคเบาหวาน เป็นโรคที่พบได้ทั่วไปทุกเชื้อชาติ แต่เป็นที่สังเกตว่ามักพบ ในประเทศที่ประชากรกินอาหารที่ให้พนังงานสูง และใช้แรงงานน้อย เช่น ประเทศที่พัฒนาแล้ว นอกจากนี้ยังพบว่า ชนชาติที่กินน้ำตาล และไขมันมาก มักมีสถิติโรคเบาหวานในประเทศญี่ปุ่นกับประเทศต่าง ๆ ในยุโรป และอเมริกาพบว่าประเทศญี่ปุ่นมีสถิติโรคเบาหวานต่ำกว่าทั้งในยุโรปและอเมริกา ปัจจัยที่เชื่อว่าทำให้เกิดความแตกต่าง ได้แก่อาหาร ชาวญี่ปุ่นกินข้าวมากแต่น้ำตาลและไขมันน้อย จึงมีโรคอ้วนและโรคเบาหวานน้อยกว่าชาวยุโรป และอเมริกา แต่การสำรวจในระยะหลัง ๆ ซึ่งชาวญี่ปุ่นได้เปลี่ยนนิสัยการบริโภคมาคล้ายคลึงกับชาวยุโรปและอเมริกา คือ กินน้ำตาลและไขมันเพิ่มขึ้นทำให้สถิติโรคเบาหวานในญี่ปุ่นสูงขึ้นด้วย

ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ประเภทอาหารที่รับประทานมีผลต่อการเกิดโรคเบาหวานได้

ผู้ที่ยังไม่ป่วยโรคเบาหวาน จึงควรระวังเรื่องอาหารการกินไว้บ้าง โดยเฉพาะของหวานหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงเปลี่ยนนิสัยการกินจากขนมหวานหลังอาหาร มาเป็นผลไม้ดีกว่าของว่างระหว่างมื้อก็เช่นเดียวกัน แทนที่จะเป็นพวกเค้ก คุกกี้ ข้าวเหนียวหน้าต่าง ๆ ข้าวต้มมัด หรือพวกตะโก้ วุ้นหวานต่าง ๆ เปลี่ยนมาเป็นอาหารว่างที่เป็นของคาว อย่างสาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ ลูกชิ้นปิ้ง ฯลฯ เพราะนอกจากจะไม่ไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว อาหารคาวส่วนใหญ่จะมีพวกเนื้อสัตว์อยู่ด้วย ทำให้ได้รับสารอาหารโปรตีน เพิ่มเติม หรือถ้าเป็นผู้ที่มีอายุแล้วจะจัดผลไม้เป็น ของว่างก็จะยิ่งวิเศษ เพราะการกินผลไม้ร่างกายจะได้รับทั้งแร่ธาตุและวิตะมิน แต่การเลือกผลไม้เป็นอาหารว่างนั้น ต้องเลือกชนิดที่ไม่มีกรดมาก เช่น ควรเลือกพวกกล้วยน้ำว้า ฝรั่ง ชมพู่ เป็นต้น

นอกจากจะหลีกเลี่ยงขนมหวานหลังมื้ออาหาร และระหว่างมื้ออาหารแล้ว อาหารหลักทั้ง 3 มื้อ ควรหลีกเลี่ยงการปรุงที่ออกรสหวาน กับข้าวแต่ละชนิดที่ไม่จำเป็นก็ไม่ควรไปเติมน้ำตาล นอกจากกับข้าวบางชนิด อย่างผัดเปรี้ยวหวานจำเป็นต้องเติมไม่เติมจะไม่ได้รสเปรี้ยวหวาน ก็สมควรเติม เครื่องดื่มก็เช่นกัน พยายามดื่มน้ำเปล่า ดีที่สุด ยิ่งได้น้ำต้มสุกแล้วทิ้งไว้ให้เยน กรอกใส่ขวดไว้ดื่มจะดีเยี่ยม เครื่องดื่มทุกชนิดที่มีน้ำตาลควรงด หรือจะดื่ม บ้างได้ แต่ไม่ควรติดต้องดื่มแต่เครื่องดื่มหวาน ๆ ทุกวัน วันละหลาย ๆ แก้ว เท่ากับไปเพิ่มน้ำตาลในเลือดโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะผู้มีอายุแล้วจะมีโอกาสเป็นเบาหวานมากกว่าวัยเด็ก

สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน แล้ว อาหารยิ่งมีส่วนสำคัญมาก ไม่ว่าจะกินยารักษาโรคเบาหวานอยู่ด้วยก็ตาม การคุมอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอย่างแรก อาจมีภาวะกลับเป็นปกติได้ ถ้าสามารถทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง ตรงข้ามกับคนที่ไม่ใส่ใจในเรื่องอาหารการกินตามใจปาก ไม่ยอมคุมอาหาร อาการของโรคกำเริบรุนแรงขึ้นได้

 

โดยปกติแล้วหมอจะใช้การควบคุมอาหาร เป็นการรักษาผู้ป่วยเบาหวานในระยะเริ่มแรก หรือในรายที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยเหล่านี้มักไม่ต้องอาศัยอินซูลินในการรักษา เมื่อได้รับอาหารที่มีการกำหนดปริมาณและสัดส่วน ที่เหมาะสม จะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงระดับปกติได้ การควบคุมอาหารนั้นต้องทำ โดยสม่ำเสมอ เมื่อควบคุมอาหารอย่างเดียวไม่ได้ผลหมอจะพิจารณาให้ยาที่เหมาะสม ซึ่งขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมอาหารร่วมด้วยเสมอ

การเลือกอาหารที่เหมาะสม มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ถ้าผู้ป่วยบริโภคอาหาร พวกมีน้ำตาลจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ส่วนอาหารพวก แป้ง ข้าว เผือก มัน ก๋วยเตี๋ยว ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเร็วเหมือนพวกน้ำตาล เพราะต้องอาศัยการย่อยก่อนจึงจะดูดซึมผ่านผนังลำไส้ สำหรับอาหารที่มี กากใย เช่น พวกพืช ผักชนิดต่าง ๆ ที่มีกากมากและมีรสหวานน้อยมากหรือไม่หวานเลยนั้น สามารถลดระดับน้ำตาล ในเลือดได้

การควบคุมมื้ออาหาร

ในบทความเรื่อง “อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน” ของสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา กระทรวงสาธรณสุขได้แนะนำไว้ดังนี้

อาหารที่ผู้ป่วยต้องงดเว้น ได้แก่

1. น้ำตาลทุกชนิด เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลก้อน น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลกรวด เป็นต้น

2. น้ำหวานต่าง ๆ เช่น น้ำผลไม้เข้มข้น น้ำหวานเข้มข้น น้ำอัดลม โอเลี้ยง นมข้นหวาน

3. อาหารที่มีน้ำตาลมาก เช่น แยม เยลลี่ ทอฟฟี่ ช็อคโกแล็ต ผลไม้กวน ผลไม้เชื่อม ผลไม้แช่อิ่ม

4. ขนมหวานต่าง ๆ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ขนมหม้อแกง สำปะนี อะลัว

กะละแม ข้าวเหนียวแก้ว มะพร้าวแก้ว เค้กมีหน้า เป็นต้น

5. ผลไม้แห้ง เช่น กล้วยตาก ลูกเกด ลูกพลับ

6. ผลไม้บรรจุกระป๋อง เช่น ลิ้นจี่ เงาะ ลำไย เป็นต้น

อาหารที่ผู้ป่วยต้องจำกัด ได้แก่

1. ผลไม้ที่มีรสหวานน้อย เช่น ส้ม สับปะรด มะละกอสุก ฝรั่ง เงาะ มังคุด

2. ธัญพืช และเผือกมันต่าง ๆ ได้แก่ ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมจีน วุ้นเส้น ขนมปัง ข้าวโพด

3. เนื้อสัตว์ และไขมัน

4. ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ

อาหารที่ผู้ป่วยกินได้ไม่จำกัด ได้แก่

ผักประเภทใบต่าง ๆ เช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักกาดขาว กะหล่ำปี รวมทั้งเห็ด หน่อไม้ เป็นต้น

 

ตัวอย่างอาหารที่ใช้แนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวาน

แกงจืดหมูสับกะหล่ำปลี ผัดผักบุ้ง ต้มยำกุ้งกับเห็ด ผัดถั่วลันเตากับไก่ แกงส้ม ผักกาดขาว ปลาช่อน ผัดคะน้ากับหมู บะหมี่เกี๊ยว แกงจืดเต้าหู้ขาว น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกมะม่วง

ผลไม้ต่อมื้อ เช่น องุ่น ประมาณ 10 ผล ส้ม 2 ผล มังคุด 4 ผล เงาะ 6 ผล

เครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ (จำกัดน้ำตาลและนมข้นหวาน) น้ำผลไม้สดไม่เติมน้ำตาล (ที่จริงไม่ดื่มชา กาแฟ ได้จะเป็นการดี น้ำเปล่า และน้ำผลไม้ และนมจืดเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกว่า)

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน นอกจะรักษาด้วย การควบคุมอาหารแล้ว การรักษาในบางรายมักจะทำรวมกัน คือ การควบคุมอาหาร การรักษาด้วยยา และการออกกำลังกาย

 

บทความสุขภาพ

ตอนที่ 1 กินกล้วยต้านโรค
ตอนที่ 2 เบาหวาน กับการกินอาหาร
ตอนที่ 3 กินอย่างไรไม่ให้มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง
ตอนที่ 4 กินอย่างไรไม่ให้เป็นโรคกระเพาะ
ตอนที่ 5 ดื่มนมชนิดไหนดี
ตอนที่ 6 ทำไมต้องกินอาหารเช้า
ตอนที่ 7 อาหารมังสวิรัติดีจริงหรือ
ตอนที่ 8 ข้าวกล้องมีอะไรดี
ตอนที่ 9 กินเต้าหู้ ป้องกันมะเร็งเต้านม
ตอนที่ 10 มาทำน้ำเต้าหู้…ดื่มกัน
ตอนที่ 11 กระเทียมเป็นทั้งอาหารและยา
ตอนที่ 12 กินให้อ้วน กินให้ผอม
ตอนที่ 14 กินเพื่อสุขภาพ

ที่มาบทความ หนังสือ “กินต้านโรค”
พรพรรณ รพี 2543 พิมพ์ครั้งที่ 3

เอกสารอ้างอิง

•    กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. ม.ป.ป. ชีวิตมีสุข 150 น.
•    กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. 2530. ตารางแสดงคุณค่าอาหารไทย. 48 น.
•    กระทรวงสาธารณสุข 2527. โภชนาการกับสุขภาพ. วารสารสุขภาพปีที่ 13 ฉบับที่ 2.
•    คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล. 2534. พบหมอศิริราช เล่มที่ 6. โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์กรุงเทพฯ. 92 น.
•    จุรีวรรณ มณีแสง. 2530. ควรเริ่มบริโภคอาหารมังสวิรัติไหม. วารสารจันทเกษม ฉบับที่ 195
•    จงจิตร กฤษณะประกรกิจ. 2529. โภชนบำบัดในโรคอ้วน. เอกสารการสอนชุดวิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
•    ชนิกานต์ 2533 กล้วย ยาดี ราคาถูก. หมอชาวบ้าน ปีที่ 12 ฉบับที่ 135
•    นัยนา อัศวภาค และคณะ. 2531. ภาวะโภชนาการผู้บริโภคมังสวิรัติเคร่งครัด. โภชนาการสาร ปีที่ 22 ฉบับที่ 1
•    ประภาศรี ภูวเสถียร ม.ป.ป. วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยัง. สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล. อัดสำเนา 3 น.
•    พิกุล 2531 กินและสุขภาพ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ กรุงเทพฯ 136 น.

Save