อาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

อาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

อาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน
ศรีสมัย วิบูลชานนท์
นักโภชนาการผู้ชำนาญการ
โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ศรีนครินทร์

หลักการจัดอาหารให้ผู้ที่เป็นเบาหวาน :

1. จัดพลังงานและสารอาหารเพียงพอกับความต้องการของผู้ที่เป็นเบาหวาน เด็กเบาหวานต้องคำนึงถึงพลังงานที่จะทำให้เด็กเจริญเติบโตเหมาะสมตามเพศและวัย

2. จัดมื้ออาหารให้เหมาะสมกับความต้องการ ในกรณีที่ต้องฉีดอินซูลิน ซึ่งเด็กอาจจะต้องการอาหารว่างระหว่างมื้ออีก 2-3 มื้อต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่อาจให้อาหารหลัก 3 มื้อก็เพียงพอ

3. รักษาหรือปรับสภาวะโภชนาการของผู้ที่เป็นเบาหวาน เมื่อผู้ที่เป็นเบาหวานมีภาวะขาดสารอาหารหรือภาวะโภชนาการเกิน

4. รักษาน้ำหนักตัวของผู้ที่เป็นเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

5. รักษาระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่เป็นเบาหวานให้อยู่ในระดับปกติ เพื่อชะลอหรือป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น โรคไต

6. ลดการกินอาหารเค็มจัด เพื่อชะลอและป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคไต

7. ป้องกันการมีระดับไขมันในเลือดสูงเพื่อลดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันและสมองขาดเลือด

8. การให้คำแนะนำผู้ที่เป็นเบาหวานเพื่อให้เลือกกินอาหารถูกต้อง โดยนักโภชนาการ

อาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

หลักปฏิบัติในการเลือกกินอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน :

1. กินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ คือ

หมู่ที่หนึ่ง ได้แก่ นม ไข่ เนื้อสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้งและงา นม เป็นอาหารที่ให้โปรตีนที่ดี ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ควรได้ดื่มนมจืด วันละ 2-3 แก้ว ส่วนผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ควรดื่มนมพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนยที่มีไขมันน้อย วันละ 1-2 แก้ว เพื่อให้ได้แคลเซียมในการบำรุงกระดูก ควรงดการดื่มนมปรุงแต่งรส นมข้นหวานซึ่งมีน้ำตาลผสมอยู่ด้วยนมเปรี้ยวจะมีน้ำตาลและผลไม้เชื่อมอยู่ในส่วนผสม ถ้ามีน้ำตาลในเลือดสูงควรงด

ปลาและไข่ เป็นอาหารที่ผู้ที่เป็นเบาหวานทั้ง 2 ชนิดไม่ควรละเลย โดยเฉพาะปลาทะเลจะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายในการลดไตรกลีเซอร์ไรด์และคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ดีและไอโอดีนจะช่วยบำรุงสมองในเด็ก

ไข่ เป็นอาหารโปรตีนที่ดีมาก แต่ไข่แดงมีปัญหาที่มีคอเลสเตอรอลสูง ไข่แดง 1 ฟอง จะมีคอเลสเตอรอลประมาณ 250 มิลลิกรัม ผู้ที่เป็นเบาหวานที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงควรระมัดระวัง, ถ้าไม่มีปัญหาคอเลสเตอรอลสามารถกินได้วันละ 1 ฟอง

เนื้อสัตว์ ที่ควรกินต้องเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ซึ่งมีไขมันต่ำ ไม่มีหนัง

ถั่วเมล็ดแห้ง ให้โปรตีนเช่นกัน แต่คุณภาพของโปรตีนยังด้อยกว่าเนื้อสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้ง มีข้อดีคือ มีใยอาหารที่ดีที่เนื้อสัตว์ไม่มี ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ควรได้รับโปรตีนร้อยละ 20 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน ผู้ที่เป็นเบาวานชนิดที่ 2 ควรได้ประมาณร้อยละ 12-15 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน

หมู่ที่สอง ได้แก่ ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล

อาหารหมู่นี้จะให้พลังงานแก่ร่างกาย และให้สารอาหารที่สำคัญ คือ คาร์โบไฮเดรต ซึ่งเมื่อย่อยสลายในร่างกายจะได้น้ำตาลกลูโคส คาร์โบไฮเดรตจะเป็นตัวที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ ถ้าผู้ที่เป็นเบาหวานกินคาร์โบไฮเดรตมากหรือน้อยเกินไป ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ควรได้ประมาณร้อยละ 50 ของพลังงานที่ต้องการต่อวันและผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ควรได้ประมาณร้อยละ 55-60 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน ข้าว แป้ง เผือก มัน ยังให้ใยอาหารที่ดีแก่ร่างกายด้วย ข้าวและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากข้าว แป้ง โดยเฉพาะข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท จะมีวิตามินและเกลือแร่ที่ดีกว่าข้าวขัดขาว

น้ำตาล เป็นแหล่งอาหารคาร์โบไฮเดรตแต่น้ำตาลไม่มีโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหารเลย พลังงานจะได้จากน้ำตาลเท่านั้น องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ที่เป็นเบาหวานกินน้ำตาลไม่ควรเกินร้อยละ 5 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน แต่ถ้ามีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูงมากจะทำให้ไตวายได้เร็วขึ้นและความดันโลหิตสูง ควรงดจนสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี และควรงดขนมหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น

 

หมู่ที่สาม ได้แก่ ผักใบเขียว – ขาว และอื่นๆ

ผัก เป็นอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรต แต่ผ้ามีคุณค่าอาหารที่ให้สาร วิตามิน เกลือแร่ ที่ดีแก่ร่างกาย รวมทั้งใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายอุจจาระ ช่วยให้ไม่หิวบ่อยเพราะใยอาหารจากผักจะอยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้นาน จะมีการพองตัวโดยดูดซับน้ำเข้าไปด้วย ก่อนจะเคลื่อนตัวสู่ลำไส้ใหญ่ และขับถ่ายออกมา ผักหลายชนิดมีคุณค่าสารอาหารแตกต่างกัน ฉะนั้นในหนึ่งวันควรกินผักให้หลากหลายชนิด เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน ผักที่มีสีเหลืองจัดและแสด เช่น แครอท ฟักทอง ฯลฯ จะมีเบต้าแคโรทีน วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ อีกมากมาย

หมู่ที่สี่ ได้แก่ ผลไม้และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว

ผลไม้ เป็นแหล่งอาหารคาร์โบไฮเดรตที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งน้ำตาลผลไม้ (Fructose) จะถูกเปลี่ยนเป็น น้ำตาลกลูโคสในร่างกาย ฉะนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานทั้ง 2 ชนิด ควรกินผลไม้ที่นักโภชนาการกำหนดให้ ผลไม้จะให้วิตามินและเกลือแร่รวมทั้งใยอาหารที่ดีแก่ร่างกาย การดื่มน้ำผลไม้จะไม่ได้ใยอาหารและวิตามินบางชนิดลดน้อยลงเนื่องจากมีการสูญเสียวิตามินไปกับอากาศและความร้อน เช่น วิตามินซี เป็นต้น และการคั้นน้ำผลไม้จะต้องใช้จำนวนผลไม้ค่อนข้างมาก ซึ่งจะไปเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้นได้ ฉะนั้นควรกินผลไม้ทั้งลูกจะได้ประโยชน์มากกว่า

ใยอาหาร (Dietary fiber) :เป็นส่วนของผนังเซลล์ของพืช ที่ระบบย่อยอาหารของคน ไม่สามารถย่อยได้หลังจากกินเข้าไปในร่างกายแล้ว แต่อาจมีบางส่วนถูกย่อยได้โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ในพืชแต่ละชนิดจะมีปริมาณและชนิดของใยอาหารมากน้อยเพียงใดแตกต่างกัน ใยอาหารไม่ก่อให้เกิดพลังงาน

ใยอาหารแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ :

1. ใยอาหารที่ไม่ละลายในน้ำ (Insoluble fiber) พบมากในรำข้าว รำข้าวสาลี ข้าวโพด ผักต่างๆ ถั่วลิสง เผือก มัน ใยอาหารชนิดนี้มีความสามารถในการอุ้มน้ำ ซึ่งจะเพิ่มปริมาณในกระเพาะ ทำให้อิ่มเร็ว ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของอุจจาระ ช่วยนำสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นเหมือนยาระบายตามธรรมชาติ ช่วยแก้ท้องผูก ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และริดสีดวงทวาร ฯลฯ

2. ใยอาหารที่ละลายในน้ำ (Soluble fiber) ใยอาหารพวกนี้มีลักษณะหนืด ทำให้ลำไส้ย่อยและดูดซึมอาหารช้าลง พบมากในธัญพืชที่ไม่ขัดสี พืชตระกูลถั่ว รำข้าวโอ๊ต ผลไม้บางชนิด เช่น พรุน ส้ม แอปเปิ้ล สตรอเบอรี่ ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วแดงหลวง ใยอาหารชนิดนี้สามารถดูดซับไขมันและน้ำตาลบางส่วนออกจากร่างกายได้โดยความหนืดของใยอาหารจะดูดซับเอาน้ำดีไว้และถ่ายออกมากับอุจจาระ ทำให้คลอเลสเตอรอลถูกดึงมาใช้ในการสร้างน้ำดีมากขึ้น ความหนืดของใยอาหารจะเคลือบผิวของลำไส้ไว้และชะลอการดูดซึมของน้ำตาลสู่กระแสเลือด

สารให้รสหวาน (Sweeteners) : หรือน้ำตาลเทียมแทนน้ำตาล เช่น แอสปาเทม (Aspartame) เป็นสารให้รสหวานประเภทโปรตีนที่ให้พลังงานต่ำ คือ ใน 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ ซึ่งเท่ากับพลังงานโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต แต่เอสปาเทม มีความหวานมากกว่าน้ำตาล 200 เท่า ปริมาณที่ใช้ในการปรุงรสจืดน้อยกว่าน้ำตาลมาก แอสปาเทม ประกอบด้วย กรดอะมิโน 2 ตัว คือ แอสปาร์ติกและเฟนิลอลานีล ซึ่งร่ายกายนำไปใช้ได้ ซึ่งคณะกรรมการอาหารและยาของอเมริกา ได้อนุญาตให้ใช้ได้ในผู้ที่เป็นเบาหวานในปริมาณ 2-4 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวมาตรฐาน 1 กิโลกรัม น้ำตาลเทียม 1 ซอง มีความหวานเท่ากับน้ำตาล 2 ช้อนชา มีแอสปาแตม 36-39 มิลลิกรัม

หมู่ที่ห้า ได้แก่ ไขมัน

ไขมันมี 2 ชนิด คือ :

1. ไขมันจากสัตว์ : ได้แก่ น้ำมันหมู น้ำมันจากหนังสัตว์ เนยสด เบคอน ซึ่งจะให้กรดไขมันอิ่มตัวสูง โรคหัวใจขาดเลือด กะทิและน้ำมันมะพร้าวก็มีคุณสมบัติที่ให้กรดไขมันอิ่มตัว ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการกินกะทิให้น้อยลงรวมทั้งไขมันจากสัตว์อื่นๆ ดังกล่าวมาแล้ว ไขมันที่ได้จากสัตว์อื่นๆ เช่น หมูสามชั้น ขาหมู

2. ไขมันจากพืช : ไขมันที่ให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว ได้แก่ น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันงา น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว และน้ำมันคาร์โนลา ปัจจุบันพบว่า กรดไขมันชนิดนี้ จะช่วยลดระดับ LDL-Cholesterol ที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดแดง ซึ่งเป็นสาเหตุของหลอดเลือดหัวใจตีบตัน กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว จะไม่ลดระดับ HDL-Cholesterol ในเลือด ซึ่งเป็นไขมันชนิดดี ไขมันที่ให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด เนยเทียม ไขมันชนิดนี้ช่วยลดระดับ LDL-Cholesterol ในเลือด จากการวิจัยพบว่าไขมันชนิดนี้จะลดระดับ HDL-Cholesterol ด้วย ถ้ากินมากเกินไป

ในปัจจุบันการบริโภคน้ำมันทั้ง 2 ชนิดนี้ มีข้อแนะนำให้กินไขมันจากสัตว์ร้อยละ 8 ไขมันอิ่มตัวตำแหน่งเดียวร้อยละ 10-15 และไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่งร้อยละ 10 การกินไขมันทั้งหมดต่อวันไม่ควรเกินร้อยละ 30-35 ของพลังงานที่ต้องการทั้งหมดต่อวัน

น้ำมันปลา (Fish oil) : เป็นไขมันไม่อิ่มตัว โอเมก้า-3 ซึ่งสกัดจากหัวและลำตัวของปลาทะเลน้ำลึก ปัจจุบันพบว่าน้ำมันปลาช่วยลดและป้องกันไขมันอุดตันในหลอดเลือด ยับยั้งการสร้างไตรกลีเซอไรด์ และขจัดคอเลสเตอรอลออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นจึงมีการแนะนำให้กินปลาทะเลให้มากขึ้นสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง นอกจากนี้ปลาทะเลยังมีแร่ธาตุไอโอดีน, โปรตีนที่ย่อยง่าย มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย

ข้อแนะนำอีกประการหนึ่งก็คือ การลดปริมาณการกินอาหารที่เค็มจัด เช่น อาหารหมักดอง น้ำปลา ซีอิ๊วปรุงรส เกลือ อาหารที่มีเกลือเป็นองค์ประกอบ เพื่อป้องกันโรคหัวใจ โรคไต และความดันโลหิตสูง

 

 

ที่มาบทความ จาก หนังสือ “เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน”

เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๙
โดยสโมสรไลออนส์สากล ภาค 310 ประเทศไทย สมาคมโรคเบาหวาน แห่งประเทศไทย
ศูนย์เบาหวานศิริราช คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ตอนที่ 1 : เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
ตอนที่ 2 : มาช่วยกันป้องกันโรคเบาหวาน…กันดีกว่า
ตอนที่ 3 : การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน
ตอนที่ 4 : เบาหวานในเด็กและวัยรุ่น และการรักษาปัจจุบัน
ตอนที่ 5 : เมตาโบลิก ซินโดรม Metabolic Syndrome
ตอนที่ 6 : การติดตามและการประเมินผลในการดูแลเบาหวานด้วยตนเอง
ตอนที่ 7 : การออกกำลังกายในผู้ป่วยเป็นเบาหวาน
ตอนที่ 8 : การดูแลเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ตอนที่ 9 : โรคความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวาน
ตอนที่ 10 : อาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

Save