อาหารมังสวิรัติดีจริงหรือ

อาหารมังสวิรัติดีจริงหรือ

อาหารมังสวิรัติดีจริงหรือ

ปัจจุบันยอดการเปิดร้านขายอาหารมังสวิรัติมีเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้นิยมอาหารประเภทนี้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นคำถามในใจของคนหลายคนว่า “อาหารมังสวิรัติดีจริงหรือ”

คำว่า มังสวิรัติ ตามรากศัพท์ แปลว่า การงดเว้นเนื้อสัตว์ แต่คำว่าเนื้อสัตว์ในที่นี้ก็มีผู้แปลความหมายต่ออีกว่า เนื้อสัตว์ก็คือเนื้อสัตว์เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับผลิตผลจากสัตว์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นนมหรือไข่ก็ตาม แต่บางกลุ่มก็แปลความหมายไปอีกอย่างว่าการงดเว้นจากการกินเนื้อสัตว์นั้น หมายรวมไปถึงทุกอย่างของสัตว์ด้วยจึงงดเว้นจากไข่ และนมรวมไปด้วย

ด้วยเหตุนี้การกินอาหารมังสวิรัติในปัจจุบัน จึงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ด้วยกัน

ประเภทที่ 1 เป็นแบบเคร่งครัด เป็นมังสวิรัติที่กินเฉพาะอาหารจากธัญพืช ผัก ผลไม้ เพียงอย่างเดียว ไม่มีอาหารพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม และอาหารที่มีส่วนประกอบของไข่ และนมอยู่ด้วย

ประเภทที่ 2 เป็นมังสวิรัติชนิดดื่มนม คือจะงดเว้นเฉพาะเนื้อสัตว์ ไข่ และอาหารที่ทำจากไข่เท่านั้น แต่ไม่งดเว้นนม

ประเภทที่ 3 เป็นมังสวิรัติชนิดดื่มนม และกินใช้ได้จะงดเว้นเฉพาะอาหารเนื้อสัตว์ และอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์อยู่ด้วยเท่านั้น

อาหารมังสวิรัติดีจริงหรือ

เราจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นมังสวิรัติชนิดใดก็ตาม ไม่มีประเภทใดที่กินเนื้อสัตว์เลย ทั้ง 3 ประเภทกินอาหารที่ประกอบไปด้วยผักและผลไม้เป็นหลัก ซึ่งเป็นอาหารที่มีกากใยสูง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่พบว่า อาหารประเภทกากใยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อร่างกาย นับตั้งแต่มีส่วนในการป้องกันท้องผูก จนถึงช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอล และช่วยป้องกันการเกิดนิ่วและมีส่วนช่วยป้องกันมิให้เกิดมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งสมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐ (The American Cancer Society) และสถาบันมะเร็งแห่งสหรัฐ (The National Cancer Institute) ได้แนะนำให้คนอเมริกากินอาหารประเภทกากใยให้มากขึ้น

กากใยดังกล่าวนี้ ในด้านโภชนาการ หมายถึง ส่วนที่กินได้ของพืชผัก และผลไม้ที่ไม่ถูกย่อยโดยเอนไซม์ในระบบการย่อยของร่างกายมนุษย์ กากใยจะมีอยู่ในพืชผักผลไม้เท่านั้น ไม่มีในเนื้อสัตว์เลย

นอกจากประโยชน์ที่ได้รับจากกากใยในอาหารประเภทมังสวิรัติแล้ว ยังมีแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ทำการวิจัยและรายงานผลการวิจัยว่า อาหารจากพืชสามารถช่วยลดจากการเป็นหวัด และอาการภูมิแพ้ได้ สถาบันสุขภาพของสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาพวกที่บริโภคพืชจำนวน 50,000 คน พบว่าบุคคลเหล่านี้มีอายุยืนกว่า มีการป่วยเป็นโรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ต่ำกว่าอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลทั่วไปในอเมริกา นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษและอเมริกายังได้ทำการศึกษา เปรียบเทียบแบคทีเรียในลำไส้เล็กของผู้บริโภคเนื้อสัตว์กับผู้ที่มิได้บริโภคเนื้อสัตว์ พบว่าแบคทีเรียในลำไส้เล็กของกลุ่มที่บริโภคเนื้อสัตว์จะทำปฏิกิริยากับน้ำย่อยของร่างกาย แล้วเกิดสารเคมีที่ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นต้นเหตุของมะเร็ง

วงการแพทย์ของโลกได้เคยพิสูจน์แล้วว่าอาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ เป็นสาเหตุสำคัญของโรงร้ายแรงต่าง ๆ เช่นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน โรคเก๊าท์ วัณโรค โรคลำไส้ อัมพาต โรคแอนแทร็กซ์ โรคตับ โรคไต โรคถุงน้ำดี ฯลฯ แต่อาหารมังสวิรัติหรืออาหารตามธรรมชาติ ได้แก่ พืช ผัก ผลไม้กลับเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์เสริมคุณค่าทั้งสุขภาพพลานามัย และจิตใจทั้งยังมีสารอาหารทุกชนิดที่ร่างกายต้องการด้วย นอกจากนี้เคยมีการวิจัยพบว่า คนญี่ปุ่น ซึ่งมีสถิติการเป็นโรคมะเร็ง และโรคหัวใจต่ำกว่าคนอเมริกา ทั้งโรคหลอดเลือดในสมอง โรคเนื้องอก เนื้อร้าย โรคหัวใจ กำลังครองอันดับในการพร่าชีวิต ชาวญี่ปุ่นเป็นว่าเล่นซึ่งทางการแพทย์กล่าวว่าสถิติโรคเหล่านี้ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงชีวิตด้านอาหารการกินของญี่ปุ่น จากแบบเดิมที่เคยกินอาหารธรรมชาติเป็นอาหารหลัก ไม่มีเนื้อสัตว์บกเลยมีแต่ปลาและสัตว์น้ำ มาเป็นกินอาหารแบบชาวยุโรป คือหันมากินเนื้อสัตว์มากขึ้น ๆ และวงการแพทย์ยังกล่าวอีกว่า ความเปลี่ยนแปลงด้านโภชนาการนี่เอง ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการก่อแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงแก่ประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันข้อมูลใหม่พบว่าเด็กญี่ปุ่นมีภาวะไขมันสูงกว่าปกติ เช่นเดียวกับผู้ใหญ่

วิทยาการทางการแพทย์ปัจจุบัน ยืนยันว่ามนุษย์ดำรงชีวิตได้ด้วยสารอาหารจากพืชเท่านั้น ไม่ต้องพึ่งสัตว์เลยก็อยู่ได้ แต่ถ้าคนจะพึ่งแต่เนื้อสัตว์ และสารอาหารต่าง ๆ จากสัตว์เท่านั้นต่างหากที่จะอยู่ไม่ได้ เพราะสารอาหารหลายอย่าง เช่น กรดไลโนเลอิก

 

(Linoleic Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่สำคัญสำหรับคน ร่างกายของคนเราสังเคราะห์ไม่ได้เองนั้น จะมีอยู่มากในน้ำมันพืชต่าง ๆ เท่านั้นมีไม่เพียงพอในเนื้อสัตว์และน้ำมันจากสัตว์

ในประเทศอังกฤษนั้น ผู้ที่บริโภคพืชจะจ่ายเบี้ยประกันชีวิตต่ำกว่าผู้บริโภคเนื้อมาก เพราะเขามีโอกาสเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าบริษัทประกันจึงมีความเสี่ยงน้อยลงในการที่จะต้องจ่ายค่าประกันและภัตตาคารที่จำหน่ายแต่อาหารที่ทำจากพืชก็จะจ่ายเบื้อประกันในราคาต่ำ สำหรับการประกันอาหารที่เป็นพิษกับลูกค้า ทั้งนี้เพราะลูกค้าของภัตตาคารเหล่านี้ จะมีโอกาสได้รับพิษจากสารอาหารน้อยกว่าภัตตาคารที่จำหน่ายอาหารประเภทเนื้อสัตว์

 

ผู้ที่เลือกกินอาหารมังสวิรัติเป็นประจำจะขาดสารอาหารจริงหรือไม่

คำถามนี้ก็เป็นคำถามที่น่าคิดทีเดียว เพราะมองดูผิวเผินแล้วอาหารมังสวิรัติมีแต่พืชผัก ไม่มีเนื้อสัตว์อยู่เลย แล้วจะได้สารอาหารโปรตีนจากที่ไหน

สำหรับผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติประเภทที่ 2 และ 3 นั้น คงจะไม่มีปัญหา เนื่องจากได้ไข่ และนม เป็นโปรตีนที่สมบูรณ์อยู่แล้วส่วนมังสวิรัติแบบเคร่งครัดนั้นมักจะมีคำถามอยู่เสมอ ๆ ในเรื่องที่ว่าจะขาดสารอาหารหรือไม่

จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ได้ยืนยันแล้วว่าในพืชผักบางชนิด เช่น ถั่วเหลือง มีโปรตีนสูง โปรตีนในถั่วเหลืองสูงถึงร้อยละ 34 ซึ่งมากกว่าโปรตีนที่ได้จากเนื้อหมูประมาณ 2 เท่า ดังนั้นถ้าผู้ที่กินมังสวิรัติแบบเคร่งครัดรู้จักเลือกกินถั่วเหลืองและอาหารที่ผลิตจากถั่วเหลือง เช่น พวกเต้าหู้แข็ง เต้าหู้อ่อน เต้าฮวย และอื่น ๆ เป็นประจำ ก็จะไม่ขาดสารอาหารโปรตีน แต่มีข้อแม้ว่าการกินโปรตีนจากถั่วเหลือง ผู้กินมังสวิรัติประเภทเคร่งครัดนี้ ต้องกินพืชผักหลาย ๆ ชนิดร่วมกัน เพื่อให้ได้กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน โปรตีนจากพืชมีข้อด้อยกว่าจากสัตว์ในเรื่องนี้ โปรตีนจากสัตว์เป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ ให้กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายตามที่ร่างกายต้องการ ครบทุกตัว ส่วนโปรตีนจากพืชนั้น เป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ มีกรดอะมิโนไม่ครบทุกชนิดตามที่ร่างกายต้องการพืชผักแต่ละชนิดจะให้กรดอะมิโนที่แตกต่างกัน เช่น ถั่วเหลืองมีเมธิโอนีน (Methionine) น้อยแต่มีไลซีน (Lysine) และทรีโอนีน (Threonine) มาก ส่วนงามีไลซีนน้อยแต่มีทริปโตเฟน (Tryptophon) มาก หรือ ข้าวซ้อมมือ มีทรีโอนีน (Threonine) น้อย แต่มีเมธิโอนีนและไลซีนมาก

เมื่อเรากินพืชผักหลาย ๆ ชนิดใน 1 วัน โดยเฉพาะเลือกกินชนิดที่มีกรดอะมิโนตัวใดตัวหนึ่งน้อย ร่วมกับพืชผักชนิดที่มีกรดมิโนตัวนั้นมาก เราก็จะได้กรดอะมิโนตามที่ร่างกายต้องการได้ ที่สำคัญคือต้องรู้จักเลือกกินอย่างฉลาด พยายามเลือกกินอาหารแต่ละมื้อที่ให้โปรตีนด้วย ร่างกายก็จะไม่ขาดโปรตีน

คนทั่วไปโดยปกติใน 1 วัน ควรได้รับโปรตีนประมาณ 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 ก.ก. แต่สำหรับเด็ก หญิงมีครรภ์ และหญิงให้นมบุตรควรรับประทานให้มากขึ้น

 

แหล่งอาหารที่มีสารอาหารโปรตีนสูง

ชื่ออาหาร กรดอะมิโนน้อย กรดอะมิโนมาก
ธัญพืช

ข้าวสารโรงสี

ข้าวโอ๊ต

ข้าวโพด

ข้าวซ้อมมือ

แป้งสาลี

ถั่วประเภทต่าง ๆ

ถั่วเหลือง

งา

ถั่วลิสง

เมล็ดถั่วลันเตา

แห้ง

ไลซีน

ไลซีน

ไลซีน, ทรีโอนีน, ทริปโตเพน

ทรีโอนีน

ไลซีน

เมธิโอนีน

ไลซีน

ไลซีน, เมธิโอนีน, ทรีโอนีน

เมธิโอนีน

เมธิโอนีน, ไลซีน

ไลซีน, ทรีโอนีน

ทริปโตเพน

ไลซีน

จะเห็นว่า ข้าวเกือบทุกชนิดขาดกรดอะมิโนไลซีน ยกเว้นข้าวซ้อมมือที่มีไลซีนมาก

ส่วนถั่วชนิดต่าง ๆ ยกเว้นถั่วลิสงและงา จะมีกรดอะมิโนไลซีนมาก โดยเฉพาะในถั่วเหลือง

ปัญหาการขาดโปรตีน จึงมักไม่พบในผู้ใหญ่ แต่อาจมีปัญหาในเด็ก เนื่องจากวัยเด็กเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโตร่างกายต้องการโปรตีนประเภทสมบูรณ์ในปริมาณมาก เพื่อไปสร้างเนื้อเยื่อและเซตต่าง ๆ ของร่างกายให้เจริญเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์ ในวัยเด็กจึงไม่สมควรให้กินอาหารมังสวิรัติ ตามผู้ใหญ่ไปด้วย ในหญิงมีครรภ์หรือหญิงให้นมบุตรก็เช่นกัน ในระยะนี้ร่างกายต้องการโปรตีนประเภทสมบูรณ์เต็มที่ คือไม่ควรกิน แต่อาหารมังสวิรัติ โดยเฉพาะมังสวิรัติแบบเคร่งครัด

จากการศึกษาในกลุ่มมังสวิรัติของหลาย ๆ ประเทศทางตะวันตกพบว่า กลุ่มมังสวิรัติเคร่งครัดมักมีการขาดสารพวกวิตามินบี12 ซึ่งมีในอาหารจากสัตว์เท่านั้น พืชไม่อาจจะสังเคราะห์วิตามินตัวนี้ได้ การขาดวิตามินบี12 จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคโลหิตจางและมีอาการผิดปกติของระบบประสาท นอกจากนั้นยังมีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย หญิงที่ขาดวิตามินบี12อย่างรุนแรง มีโอกาสตั้งครรภ์น้อยมาก ส่วนหญิงที่ขาดวิตามินบี12ไม่มากนั้นตั้งครรภ์ได้ แต่ทารกจะมีวิตามินบี12 สะสมในร่างกายน้อยและหลังคลอดถ้าทารกกินแต่นมแม่ที่มีระดับวิตามินบี12 ต่ำอย่างเดียว เด็กก็จะมีอาการเม็ดเลือดแดงผิดปกติ และไม่เจริญเติบโต

แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่ในผักใบเขียว ข้าว และถั่วเหลืองมีกรดโฟลิกสูง ผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ จึงได้รับกรดโฟลิกมาก ร่างกายจะใช้กรดโฟลิกแทนวิตามินบี12 ทำให้อาการผิดปกติของเม็ดเลือดแดงเกิดช้าลง แต่อาการผิดปกติของระบบประสาทจะยังคงเป็นอยู่เริ่มด้วยอาการปวดหลัง เท้าชา และรู้สึกซ่า ความรู้สึกเรื่องการทรงตัวและการกระเทือนจะลดลง ต่อไปจะมีอาการยืนเดิน ไม่มั่นคงความจำเสื่อม มึนงง อารมณ์เสีย และมีอาการภาพหลอนตามมา

 

จึงนับว่าวิตามินบี12 เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายร่างกายจะขาดเสียมิได้ ด้วยเหตุนี้องค์การอาหารและเกษตร ร่วมกับองค์การอนามัยโลก กำหนดให้คนเราควรได้รับ วิตามินบี12 วันละ 2 ไมโครกรัม

ในไข่ 1 ฟอง จะมีวิตามินบี12 อยู่ประมาณ 1 ไมโครกรัม

นม 1 แก้ว มีวิตามินบี12 อยู่ประมาณ 1 ไมโครกรัม

ฉะนั้น ถ้าเรากินไข่วันละ 1 ฟอง และดื่มนมวันละแก้วหรือไม่กินไข่ แต่ดื่มนมวันละ 2 แก้ว เราก็จะได้วิตามินบี12 เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

ผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติประเภทกินไข่ และดื่มนมหรือประเภทดื่มนมอย่างเดียว จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของการขาด วิตามินบี12 ส่วนมังสวิรัติประเภทเคร่งครัดนั้น จะต้องรู้จักเลือกกินอาหารและจัดสัดส่วนของอาหารให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหาร

อาหารหมักจากถั่ว และพืชผักต่าง ๆ เช่น เต้าเจี้ยว กะปิเจ ผักกาดดอง ถั่วหมัก ฯลฯ เป็นอาหารที่มีวิตามินบี12 อยู่ด้วย แต่ก็ในปริมาณที่ไม่มากนักผู้กินมังสวิรัติประเภทเคร่งครัด จึงต้องพยายามเลือกอาหารชนิดที่มีวิตามินบี12 มาก ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของร่างกายเพื่อไม่ให้ร่างกายเกิดเจ็บป่วยในภายหลัง จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติแบบเคร่งครัด และไม่สนใจที่จะกินอาหารที่ให้วิตามินบี12 อย่างพอเพียงเป็นเวลานานกว่า 5 ปี ร่างกายจะขาดวิตามินบี12 ได้

หากไม่สามารถกินอาหารที่ให้วิตามินบี12 เป็นประจำได้ควรเสริมด้วยการกิน วิตามินบี12 ในรูปของวิตามินเม็ด ทดแทนแต่ทั้งนี้ก็ควรหาซื้อจากร้านที่ไว้ใจได้ ไม่เป็นวิตามินที่ตกค้างเก่าเก็บ

 

ตารางแสดงปริมาณวิตามินบี12 ที่มีในอาหารหมักจากพืช

ชนิดของอาหาร วิตามินบี 12

(ไมโครกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)

ถั่วเน่า

กะปิเจ (จากเชียงใหม่)

กะปิเจ (ที่สันติอโศก)

– ชนิดผง (แห้ง)

– ชนิดแผ่น (แห้ง)

เทมเป้

เต้าเจี้ยวดำ

ผักกาดดอง

ซีอิ้วขาว

โยเกิร์ต

ขนมจีน

แหนมถั่ว

ถั่วหมัก มิใช่ (Miso)

2.76

2.57

1.74

1.46

1.04

0.26

0.22

0.06

0.05

0.04

0.04

0.02

นอกจากจะพบผู้ขาดวิตามินบี12 ในกลุ่มกินมังสวิรัติแบบเคร่งครัดแล้ว ยังพบว่ามีการขาดแคลเซี่ยม ซึ่งมีมากในนมและผลิตภัณฑ์ของนม แม้ว่าแคลเซี่ยมมีบ้างในผักใบเขียว แต่มีไม่เพียงพอกับความต้องการของเด็กทารก หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร จึงขอย้ำอีกครั้งว่า เด็ก หญิงมีครรภ์ และหญิงให้นมบุตรไม่ควรกินอาหารมังสวิรัติแบบเคร่งครัด

สำหรับสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรท และไขมันนั้น ผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติไม่ว่าประเภทใดก็ตาม มักไม่ขาด แม้ว่าในแต่ละวันร่างกายต้องการสารอาหารทั้ง 2 ตัวนี้มากกว่าโปรตีนก็ตาม ร่างกายต้องการคาร์โบไฮเดรทวันละ 60 เปอร์เซ็นต์ และไขมัน 25 เปอร์เซ็นต์

แน่นอน ผู้ที่ทำงานหนัก ใช้กำลังงานมาก ย่อมต้องการอาหารที่ให้พลังงานสูงกว่า คนที่ไม่ต้องใช้กำลัง ทั้งที่อยู่ในวัยเดียวกันแต่เราสามารถเลือกอาหารประเภทที่ให้ไขมัน ซึ่งเป็นต้นตอของกำลังงานเพิ่มขึ้นได้ โดยการใช้น้ำมันร่วมในการประกอบอาหาร เช่น ทำอาหารที่มีการทอด หรือผัดด้วยน้ำมัน

อย่างไรก็ตามผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม การกินแต่ละมื้อ ควรยึดอาหารหลัก 5 หมู่ ไว้เป็นหลัก เลือกกินอาหารแต่ละมื้อให้ครบอาหารหลักทั้ง 5 หมู่ ร่างกายจะได้ไม่ขาดสารอาหารใด ๆ สารอาหารหนึ่งที่จะทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของร่างกายใยภายหลังได้

 

บทความสุขภาพ

ตอนที่ 1 กินกล้วยต้านโรค
ตอนที่ 2 เบาหวาน กับการกินอาหาร
ตอนที่ 3 กินอย่างไรไม่ให้มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง
ตอนที่ 4 กินอย่างไรไม่ให้เป็นโรคกระเพาะ
ตอนที่ 5 ดื่มนมชนิดไหนดี
ตอนที่ 6 ทำไมต้องกินอาหารเช้า
ตอนที่ 7 อาหารมังสวิรัติดีจริงหรือ
ตอนที่ 8 ข้าวกล้องมีอะไรดี
ตอนที่ 9 กินเต้าหู้ ป้องกันมะเร็งเต้านม
ตอนที่ 10 มาทำน้ำเต้าหู้…ดื่มกัน
ตอนที่ 11 กระเทียมเป็นทั้งอาหารและยา
ตอนที่ 12 กินให้อ้วน กินให้ผอม
ตอนที่ 14 กินเพื่อสุขภาพ

ที่มาบทความ หนังสือ “กินต้านโรค”
พรพรรณ รพี 2543 พิมพ์ครั้งที่ 3

เอกสารอ้างอิง

•    กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. ม.ป.ป. ชีวิตมีสุข 150 น.
•    กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. 2530. ตารางแสดงคุณค่าอาหารไทย. 48 น.
•    กระทรวงสาธารณสุข 2527. โภชนาการกับสุขภาพ. วารสารสุขภาพปีที่ 13 ฉบับที่ 2.
•    คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล. 2534. พบหมอศิริราช เล่มที่ 6. โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์กรุงเทพฯ. 92 น.
•    จุรีวรรณ มณีแสง. 2530. ควรเริ่มบริโภคอาหารมังสวิรัติไหม. วารสารจันทเกษม ฉบับที่ 195
•    จงจิตร กฤษณะประกรกิจ. 2529. โภชนบำบัดในโรคอ้วน. เอกสารการสอนชุดวิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
•    ชนิกานต์ 2533 กล้วย ยาดี ราคาถูก. หมอชาวบ้าน ปีที่ 12 ฉบับที่ 135
•    นัยนา อัศวภาค และคณะ. 2531. ภาวะโภชนาการผู้บริโภคมังสวิรัติเคร่งครัด. โภชนาการสาร ปีที่ 22 ฉบับที่ 1
•    ประภาศรี ภูวเสถียร ม.ป.ป. วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยัง. สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล. อัดสำเนา 3 น.
•    พิกุล 2531 กินและสุขภาพ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ กรุงเทพฯ 136 น.

Save