สมุนไพร..คู่ใจเบาหวาน

สมุนไพร..คู่ใจเบาหวาน | สมุนไพรอภัยภูเบศร

 

สมุนไพร..คู่ใจเบาหวาน | สมุนไพรอภัยภูเบศร

 

สมุนไพร…คู่ใจผู้ป่วยเบาหวาน

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ทำการรวบรวมงานศึกษาวิจัยจากแหล่งข้อมูลต่างๆ พบรายงานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศรวม 81 เรื่อง มีพืชสมุนไพร 54 ชนิด ที่สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยสมุนไพรที่มากรทดลองนั้นมาจากประสบการณ์การใช้ของชาวบ้านแล้วนำไปทดลองต่อ ซึ่งเราจะขอยกตัวอย่างสมุนไพรที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน ดังนี้

สมุนไพร..คู่ใจเบาหวาน

1.  ช้าพลู (Wild Pepper)  ช้าพลู คู่เมี่ยงคำ ผักประจำ คนเบาหวาน

     ชื่อวิทยาศาสตร์   Piper sarmentosum Roxb.ex Hunter

     วงศ์  PIPERACEAE

ช้าพลูเป็นผักพื้นบ้านที่คนนิยมรับประทานสดๆ เป็นส่วนประกอบของเมี่ยงคำ เชื่อกันว่าเป็นอาหารบำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร คนอิสานยังเชื่อว่าใบช้าพลูมีสรรพคุณแก้พิษของหอย จึงนิยมทำแกงกะทิหอยใส่ใบช้าพลู ภาคใต้นิยมนำช้าพลูมาช่วยในการย่อยอาหาร ขับลม แก้ไอ ขับเสมหะ

ในประเทศไทยมีตำรับยาพื้นบ้านที่ใช้ช้าพลูทั้งห้าต้มแก้เบาหวาน ซึ่งใช้แพร่หลายในชาวบ้าน ต่อมามีการศึกษา โดยต้มช้าพลูทั้งห้า แล้วทดสอบในกระต่าย พบว่าช้าพลูต้มสามารถช่วยลดน้ำตาลได้ดีในกระต่ายที่เป็นเบาหวาน แต่ไม่ลดในกระต่ายปกติ

นอกจากนี้ ช้าพลูจัดเป็นสมุนไพรที่เหมาะสำหรับการแนะนำผู้ป่วยเบาหวานเนื่องจากมีฤทธิ์แอนตี้อ๊อกซิแด็นท์สูงมาก ทั้งยังมีปริมาณแคลเซียม วิตามินเอ วิตามินซี สูงมากชนิดหนึ่ง และไม่ลดน้ำตาลในคนปกติอีกด้วย จึงเหมาะสำหรับนำมาทานเป็นอาหาร เป็นชาหรือยาต้มในคนทั่วไปและผู้ป่วยเบาหวาน

วิธีใช้  นำช้าพลูทั้งห้า(ทั้งต้นจนถึงราก) 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 3 ขัน เคี้ยวให้เหลือ 1 ขัน รับประทานครั้งละ ครึ่งแก้วกาแฟก่อนอาหาร 3 มื้อ สรรพคุณ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

2.    มะระขี้นก (Bitter Cucumber)      ขมนักผักมะระขี้นก รูปร่างก็ตลก แต่ทั่วโลกยอมรับ กับการแก้เบาหวาน

ชื่อวิทยาศาสตร์  Momordica charantia Linn.

วงศ์  Cucurbitaceae

มะระขี้นกจัดว่าเป็นสมุนไพรของไทย จีน พม่า อินเดีย แอฟริกาและอเมริกาใต้  และต่างรู้โดยทั่วกันว่ามีสรรพคุณในการรักษาเบาหวาน และในทุกภาคของไทยมีการใช้มะระขี้นกเป็นผัก ลวกจิ้มน้ำพริกทำอาหารร่วมกับผักอื่นๆ และส่วนใหญ่มักจะลวกก่อนเพื่อลดความขม

มะระขี้ยกขึ้นง่ายปลูกเองได้ในบ้าน ยอดอ่อน ผลอ่อนนำมาปรุงอาหารได้ มีวิตามินเอและซีสูว รวมทั้งมีรายงานการศึกษาวิจัยสรรพคุณการลดน้ำตาลในเลือด พบว่า สามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบของน้ำคั้น ชาชง แคปซูล ผงแห้ง

มะระชี้นกนั้นออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ยับยั้งการสังเคราะห์กลูโคส และเพิ่มการใช้กลูโคสของตับ องค์ประกอบทางเคมีของมะระขี้นกที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด คือ p-Insulin , Charantin และ Visine

ตำรับยา น้ำคั้นสดมะระขี้นก

นำผลมะระขี้นกสด 8-10 ผล เอาเมล็ดในออก ใส่น้ำเล็กน้อย ปั่นคั้นเอาแต่น้ำดื่ม (ประมาณ 100 มล.) หรือรับประทานทั้งกากก็ได้ แบ่งรับประทานวันละ3เวลา ต่อเนื่อง

ตำรับยา ชามะระขี้นก

เอาเนื้อมะระขี้นกผลเล็กซึ่งมีตัวยามากมาผ่าเอาแต่เนื้อหั่นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้งแล้วชงกับน้ำเดือด โดยใช้ชินมะระ 1-2 ชิ้น ต่อน้ำ 1 ถ้วย ดื่มแบบชาครั้งละ 2 ถ้วย วันละ 3 เวลา หรือต้มเอาน้ำมาดื่มก็ได้

หรือ ใส่กระติกน้ำร้อนต้มดื่มแทนน้ำ ไม่เกิน 1 เดือน เห็นผล

ตำรับยา ทำแคปซูล หรือลูกกลอน มะระขี้นก

รับประทานมะระขี้นก 500-1000 มก. วันละ 1-2 ครั้ง

ข้อควรระวัง คนท้อง เด็ก คนที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำไม่ควรรับประทาน

3.   เตยหอม (Pandan)  หอมทั้งตัว คู่ครัวไทย บำรุงหัวใจ ใช้ลดน้ำตาล

ชื่อวิทยาศาสตร์  Pandanus amaryllifolius Roxb.

วงศ์  PANDANACEAE

ใบเตยหอมอยู่คู่กับอาหารคาวหวานนานาชนิด และมีการใช้มาอย่างยางนาน หมอยาสมัยก่อน นิยมใช้รากเตย เป็นยาขับปัสสาวะ ลดความดัน ลดเบาหวาน และใช้ทุกส่วนในการบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้น แก้อ่อนเพลีย ส่วนของใบใช้แก้ไข้ แก้ร้อนใน รักษาโรคหัด อีสุกอีใส ปัจจุบันมีการศึกษาฤทธิ์เภสัชวิทยา พบว่า เตยหอม มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นหัวใจ ขับปัสสาวะ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีการทดลองทางคลินิก

ทว่า เมืองไทยเรามีการใช้เตยหอมในการรักษาเบาหวานมานาน แม้ส่วนที่ใช้จะเป็นราก แต่เราสามารถเติมน้ำคั้นจากใบเพื่อแต่งกลิ่นได้ และคนที่ไม่เป็นเบาหวานก็ทานได้เช่นกัน

วิธีใช้

นำรากเตยหอมประมาณ 1 ขีด สับเป็นท่อนเล็กๆ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร  ต้มเดือด จากนั้นเคี่ยวต่อประมาณ 15-20  นาที นำยาที่ได้ดื่มครั้งละ ครึ่งแก้ว วันละ 3 มื้อ  หรือใช้ใบเตยร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น

ใบเตยหอม 32 ใบ ใบสัก 9 ใบ นำมาหั่นตากแดด แล้วชงดื่มแบบชา หรือใส่หม้อดินต้ม รับประทานยาต่างน้ำทุกวัน

ข้อแนะนำ  ควรรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน

4.  กะเพรา (Holy Basil)  กะเพรา ผักเทพเจ้า ดูแลเราเรื่องเบาหวาน และการมีชีวิตที่ยืนยาว

ชื่อวิทยาศาสตร์  Ocimum sanctum L.

วงศ์  Labiatae

กะเพรา เป็นพืชที่คนอินเดียบูชา และในฐานะตัวแทนเทพเจ้า กะเพราะจัดเป็นสมุนไพรที่ค่าทางยามากที่สุดชนิดหนึ่งของการแพทย์อายุรเวท โดยใช้กะเพราเป็นยารักษาเบาหวาน แก้ท้องเสีย ท้องผูก ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ไอ แก้หอบหืด ปัญหา   ของโรคหัวใจและหลอดเลือด ข้ออักเสบ และโรคระบบทางเดินหายใจ และที่นิยมใช้กะเพรารักษาอีกโรคคือ โรคเครียด เนื่องจากมีคุณสมบัติในการคลายเครียดได้ดี

ปัจจุบันมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่ากะเพรามีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน รักษาหืด ต้านความเครียด ยับยั้งการเกิดมะเร็ง ต้านฮีสตามีน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ แก้ไข้ แก้ปวด ลดคลอเลสเตอรอล และที่สำคัญคือลดน้ำตาลในเลือด

พบว่า ใบกะเพราทำให้เซลล์ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ดีขึ้น  และการวิจัยในผู้ป่วยเบาหวาน การให้ผงใบกะเพราวันละ 2.5 กรัม 4 สัปดาห์ สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ (เหมาะกับผู้ที่เป็นเบาหวานเล็กน้อยถึงปานกลาง)

วิธีใช้

ใช้ผงใบกระเพราทำชา ประมาณ 1 ช้อนชา น้ำร้อน 1 ถ้วย ดื่ม วันละ 3 ครั้ง

แคปซูลกะเพรา รับประทานวันละ 2.5 กรัมต่อวัน หรือน้ำมันกะเพรา 2-5 หยด ต่อวัน

ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้กะเพรา ในคนท้องและหญิงให้นมบุตร

5.    ตำลึง (Ivy gourd)  ผักต้านอนุมูลอิสระ เอาชนะเบาหวาน มีสารวิตามินมากมาย

ชื่อวิทยาศาสตร์  Coccinia grandis (L.) Voigt

วงศ์  Cucurbitaceae

ตำลึงจัดเป็นผัก สมุนไพรที่หาง่าย คุณค่าทางอาหารสูง และมีข้อมูลการใช้ในตำรับยาอายุรเวทในการรักษาเบาหวานมานานนับพันปี รวมถึง มีการศึกษาวิจัยมากมายและน่าเชื่อถือได้

ตำลึงแสดงผลการลดน้ำตาลทั้งในสัตว์ทดลองและในคน สามารถใช้ได้ทั้งส่วนที่เป็น ใบ ราก ผล เป็นผักที่มีวิตามินเอ สูงมาก รองมาจากใบยอ แมงลัก โหระพา มีวิตามินซีสูงมากกว่ามะนาว (วิตามินซี 30 มก.ต่อ 100 ก. มะนาวมี 20 มก.)  มีวิตามินบี 3 ช่วยบำรุงผิวหนัง มีธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด นอกจากนี้ยังช่วยระบายมีกากใยสูงอีกด้วย

วิธีใช้

นำยอดตำลึง 1 กำมือ หรือขนาดที่กินพออิ่ม โรยเกลือ หรือเหยาะน้ำปลา (เพื่อความอร่อย) ห่อด้วยใบตองเผาไฟจนสุก แล้วกินให้หมดหรือกินจนอิ่ม กินก่อนนอนติดต่อกันสามเดือน

6.   ว่านหางจระเข้ (Aloe)  สมุนไพรมหัศจรรย์พันปี ของดีของผู้ป่วยเบาหวาน ใครต้องการ ก็ปลูกง๊าย..ง่าย..

ชื่อวิทยาศาสตร์  Aloe vera Linn.

วงศ์   Aloaceae

ว่านหางจระเข้ เป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานนับพันปี ในตำราสมุนไพรที่ชื่อของกรีก รายงานการใช้ว่านหางจระเข้อย่างละเอียดพิสดาร ตั้งแต่การใช้รักษาบาดแผล นอนไม่หลับ กระเพาะอาหารทำงานไม่ปกติ ปวดหัว ผมร่วง โรคเหงือกและฟัน โรคผิวหนังพอง ถูกแดดเผา ผิวด่างดำ ช่วยบำรุงผิวหนัง

ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยประโยชน์ว่านหางจระเข้ทั้งทางยาและเครื่องสำอาง ในส่วนที่เป็นยานั้นพบว่าช่วยลดน้ำตาลในเลือดทั้งในคนและสัตว์ทดลอง กระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย ดังนั้นจึงเหมาะในผู้ป่วยเบาหวาน

วิธีการใช้

รับประทาน เนื้อว่านหางจระเข้สดวันละ 15 กรัม ทุกวัน ติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

7.     อบเชยจีน (Chinese Cinnamon) เครื่องเทศของคนรุ่นใหม่ ต้านภัยเบาหวาน

ชื่อวิทยาศาสตร์   Cinnamomum camphora ( L . ) J.S. Presl  / Cinnamomum aromaticum Nees

วงศ์   Lauraceae.

อบเชยจีนเป็นพืชประจำถิ่นแถวเอเชียใต้ มีการบันทึกการใช้เป็นยามาตั้งแต่สมัยโบราณ และยังเป็นเครื่องเทศสำคัญจากเอเชียสู่ยุโรป นอกจากการเป็นเครื่องเทศ และเครื่องหอมแล้ว ยังมีการใช้เป็นยาสำหรับรักษาไซนัส หวัด หวัดใหญ่ มะเร็ง  ล่าสุด ได้มีการค้นพบสรรพคุณของอบเชย โดยมีสรรพคุณช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ในอบเชย มีสาร Methylhydroxy Chalone Polymer(MHCP) ที่ทำให้เซลล์ไขมันตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลินได้มากขึ้น ทำให้อินซูลินทำงานได้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังมีฤทธิ์เหมือนอินซูลินคือช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย

นอกจากลดน้ำตาลในเลือดได้แล้ว อบเชยจีนยังช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ ลดไขมันตัวร้ายLDL และลดคลอเลสเตอรอลได้ด้วย

วิธีใช้

รับประทานผงอบเชยจีนประมาณ 1 ช้อนชาต่อวัน แบ่งเป็นเช้าครึ่งช้อนชา เย็นครึ่งช้อนชา รับประทานกับเครื่องดื่มเช่น นม โอวัลติน ชา กาแฟ โยเกิร์ต หรือบรรจุแคปซูลรับประทานได้ ควรรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 20 วัน นอกจากนี้เพียงเอาชิ้นอบเชยแช่ในถ้วยชาก็สามารถใช้ลดน้ำตาลได้ และการรับประทานในปริมาณที่สูงหรือต่ำนั้นก็ทำให้ความสามารถในการลดน้ำตาลไม่ต่างกัน

หมายเหตุ  ถ้าไม่มีอบเชยจีน สามารถใช้อบเชยอื่นๆได้

8.    อินทนิลน้ำ (Queen’s Flower)  ไม้ป่าดอกสวย ช่วยคนเบาหวาน

ชื่อวิทยาศาสตร์  Lagerstroemia speciosa (L.) Pers

วงศ์  LYTHRACEAE

อินทนิลน้ำเป็นไม้ต้น ผลัดใบ พบทั่วไปตามที่ราบลุ่มและบริเวณฝั่งแม่น้ำ ป่าเบญจพรรณ และป่าดงดิบทั่วทุกภาค จัดเป็นสมุนไพรที่มีดอกสวย ดอกช่อสีม่วงอมชมพู และยังเป็นสมุนไพรยอดนิยมในการรักษาเบาหวานมาแต่โบราณของไทย

ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าอินทนิลน้ำมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด โยมีสาระสำคัญชื่อ Corosolic acid ออกฤทธิ์เหมือนอินซูลิน จัดเป็นอินซูลินจากธรรมชาติ ไม่พบผลข้างเคียง ทั้งยั้งช่วยชะลอการย่อยแป้งในระบบทางเดินอาหาร และทำให้การลำเลียงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ดีขึ้น  โดยใบอินทนิลน้ำที่ดีเหมาะกับการนำมาทำยาคือใบแก่ ใกล้ผลัดใบ นอกจากนี้เมล็ดแห้งของอินทนิลน้ำก็สารถช่วยลดน้ำตาลได้เช่นกัน

ตำรับยา

1 ใบอินทนิลน้ำแก่ 100 กรัม  น้ำสะอาด 1 ลิตร ต้มให้เดือด จากนั้นเคี่ยวไฟอ่อนต่อไปอีก 15 นาที ดื่มเป็นยาครั้งละ 1 ถ้วยชา เช้า กลางวัน เย็น  ดื่มต่อเนื่องประมาณ 3 สัปดาห์ จึงสังเกตผลได้

2 ใบอินทนิลน้ำแห้ง 8-9 ใบ คั่วให้กรอบ นำมาต้มน้ำ กินต่างน้ำชา สามารถต้มแช่ตู้เย็นเก็บไว้ได้ ดื่มได้เรื่อยๆ กินติดต่อกันอย่างน้อย 12 หม้อ

ข้อควรระวัง   เด็ก คนท้อง และมารดาระหว่างให้นมบุตร คนที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ห้ามใช้อินทนิลน้ำ  ในคนที่เป็นเบาหวานควรมีการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดประจำเพื่อปรับขนาดยา

9.    หว้า ผลไม้ในอดีตของเด็กไทย ต้านภัยเบาหวาน

ชื่อวิทยาศาสตร์  Syzygium cumini (L.) Skeels

วงศ์  MYRTACEAE

ลูกหว้าเป็นผลไม้ป่า นกก็ชอบกิน คนก็ชอบกิน มีรสเปรี้ยว ฝาด หวาน เวลากินแล้วปากจะดำ สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลายนอกจากเป็นผลไม้กินเล่น เช่น ทำเป็นไวน์ แยม ทำน้ำสมุนไพร

มีการศึกษาประโยชน์ของหว้าทั้งในสัตว์ทดลองและในคน ถึงฤทธิ์ของการลดน้ำตาลในเลือดพบว่า มีฤทธิ์ยับยั้งการทำลายอินซูลิน ช่วยเพิ่มปริมาณอินซูลิน กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งเบาหวาน เพิ่มปริมาณไกลโคเจน ในตับและแม้แต่ในอเมริกาก็มีการยืนยันว่าสารสกัดด้วยน้ำของเมล็ดหว้ามีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวาน

ตำรับยา  ยาต้มเมล็ดลูกหว้า

1 เมล็ดสดของลูกหว้า 100 กรัม (1ขีด)  2 น้ำสะอาด 1 ลิตร

นำเมล็ดลูกหว้ามาโขลก ใส่หม้อต้มให้เดือด เคี่ยวไฟอ่อนๆสัก 15 นาที ให้ตัวยาออกมา รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 มื้อ เป็นเวลา 1 เดือน อาการเบาหวานจะทุเลา สามารถลดยา หรือใช้สมุนไพรในการดูแลอย่างเดียวได้ แต่ควรวัดระดับน้ำตาลในเลือดเสมอ (สามารถใช้เมล็ดแห้งแทนได้ กรณีไม่มีเมล็ดสด)

ตำรับยา ยาผงหรือแคปซูลหว้า

ผงเมล็ดลูกหว้าแห้ง 250 มิลลิกรัม  นำผงเมล็ดลูกหว้าแห้งบรรจุแคปซูล หรือใช้ระลายน้ำ รับประทานวันละ 3 เวลา ขนาดอาจเพิ่มได้ถึง 4 กรัมต่อวัน รับประทานติดต่อกัน 1 เดือน สังเกตผลระดับน้ำตาลในเลือด

การใช้เป็นอาหารสุขภาพ

น้ำลูกหว้า อาจใช้ผลสดหรือแห้ง นำมาต้มเป็นน้ำสมุนไพร สำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้เช่นกัน

Credit: abhaiherb.com

Save

Save