ผงกล้วยน้ำว้า รักษาโรคกระเพาะอาหาร

ผงกล้วยดิบรักษาโรคกรดไหลย้อน ทราบมาว่าผงกล้วยดิบนี้สามารถทำได้โดยใช้ได้ทั้งกล้วยน้ำว้าดิบหรือกล้วยหักมุกดิบ ซึ่งสรรพคุณในการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารนั้นผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาหมดแล้ว

 

“คนรักผัก” ฉบับที่แล้วเอาเรื่องการกินกล้วยลดน้ำหนักมายั่วให้คนอยากผอมยอมกินกล้วยกันมากขึ้น ไม่ใช่อยากช่วยให้แม่ค้าขายกล้วยได้เยอะๆ นะคะ แต่เห็นว่ากล้วยเขาเป็นผลไม้ที่ดีจริงๆ

ที่สำคัญได้ยินมาว่า ตอนนี้คนนิยมกินกล้วยกันเยอะมาก แต่ปลูกกันไม่ทันเอาเสียเลย โดยเฉพาะหลังจากที่ไร่นาเรือกสวนโดนน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 มาจนป่านนี้ยังฟื้นฟูกันไม่เสร็จ ก็เลยทำให้ผลผลิตกล้วยออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ใครเป็นเจ้าของสวนกล้วย นาทีนี้จึงเป็นนาทีทองของการขายกล้วยได้ราคาดีกว่ายุคไหนๆ เลยทีเดียว

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแหละว่า เมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยได้ลงนามทำสัญญาการซื้อขายสินค้าเกษตร จำนวน 7 ชนิด กับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้แก่ กะหล่ำปลี กล้วยน้ำว้า ถั่วลิสง ถั่วเหลือง เม็ดละหุ่ง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมะขามเปียก

เนื่องจากพืชผลเกษตรเหล่านี้เริ่มขาดแคลนในบ้านเราแล้ว เพราะพื้นที่เพาะปลูกลดน้อยลงมากประกอบกับค่าแรงงานภาคการเกษตรของไทยค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เลยเปลี่ยนวิธีใหม่ นำเอาพันธุ์พืชที่เราต้องการบริโภคไปส่งเสริมให้เกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านปลูกแทน แล้วค่อยรับซื้อผลผลิตเข้ามาบริโภค แบบนี้ว่ากันว่าจะได้ของราคาถูกกว่าการปลูกเองมากเลย

สำหรับกล้วยน้ำว้านั้น ได้ยินมาว่าขณะนี้ทาง สปป. ลาว กำลังต้องการหน่อพันธุ์เป็นจำนวนมาก และพ่อค้ากล้วยฝั่งไทยที่ไปก็ประกาศรับซื้อผลผลิตไม่อั้นด้วย เพราะปลูกได้มากแค่ไหนก็ยังไม่พอขาย นี่แค่ตลาดภายในประเทศเมืองไทยอย่างเดียวนะคะ

ยิ่งเดี๋ยวนี้คนญี่ปุ่นนิยมกินกล้วยกันมาก โดยเฉพาะกล้วยหอม ทั้งด้วยความเชื่อเรื่องลดน้ำหนักได้ผลดีและคุณค่าทางโภชนาการอันล้นเหลือของกล้วยเอง ทำให้กล้วยหอมไทยไปทำยอดขายที่แดนปลาดิบพุ่งลิ่ว จนในที่สุดกล้วยหอมในประเทศญี่ปุ่นถึงกับขาดตลาด

และทุกวันนี้ความต้องการกล้วยหอมในประเทศญี่ปุ่นก็ยังคงสูงลิ่ว ตามมาด้วยประเทศจีน ซึ่งรับซื้อไม่อั้นเช่นกัน เพียงแต่ว่าเกษตรกรไทยยังไม่สามารถขยายพื้นที่รองรับตลาดได้ทันใจเท่านั้นเอง

ประโยชน์ของกล้วย เท่าที่ไปค้นคว้าข้อมูลมา สามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บนานา ลองดูกันนะคะ

1. กล้วยมีธาตุเหล็กสูง กระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือดจึงช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางได้

2. กล้วยมีธาตุโพแทสเซียมสูงแต่มีปริมาณเกลือต่ำ ทำให้เป็นอาหารสมบูรณ์แบบที่จะช่วยลดความดันโลหิตได้ดี

3. ปริมาณโพแทสเซียมสูงในกล้วยสามารถบำรุงสมองได้ดี ช่วยให้นักเรียนตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น โดยเฉพาะหากกินกล้วยในมื้อเช้าและมื้อกลางวัน ทุกวัน

4. ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ แก้ปัญหาโรคท้องผูก

5. กล้วยมีโปรตีน Try Potophan ช่วยลดความตึงเครียด ผ่อนคลายอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ จึงสามารถป้องกันโรคซึมเศร้าได้

6. การดื่มกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้งเป็นวิธีแก้อาการเมาค้างได้ผลที่สุด เพราะกล้วยจะช่วยให้กระเพาะอาหารสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด และนมช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายให้สมดุล

7. กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติ แก้ปัญหาจุกเสียดท้องได้

8. กล้วยมีวิตามินบี 6 ประกอบด้วยสารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้ การกินกล้วยตอนเช้าและกินเป็นอาหารว่างระหว่างวัน จะรักษาระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้คงที่ได้ดี

9. เปลือกกล้วยด้านในสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้ 

10. กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุมโรคลำไส้เป็นแผล เพราะเนื้อกล้วยอ่อนนิ่มพอดี มีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและเคลือบผนังลำไส้ได้ดี

11. กล้วยมีฤทธิ์ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย โดยเฉพาะในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เชื่อกันว่าหากมารดากินกล้วยทุกวัน ทารกที่เกิดมาจะมีอุณหภูมิร่างกายเย็นกว่าปกติ

12. กล้วยช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้เร็วขึ้น เนื่องจากมีปริมาณวิตามินซี เอ บี 6 บี 12 สูง และยังมีโพแทสเซียมกับแมกนีเซียมช่วยให้ร่างกายฟื้นคืนได้เร็วจากการขาดนิโคติน

13. มีผลวิจัยในวารสาร “The New England Journal of Medicine” ระบุว่าการกินกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%

14. ภูมิปัญญาสมุนไพรไทย เชื่อว่ากล้วยมีฤทธิ์ช่วยรักษาโรคหูดได้ โดยใช้เปลือกด้านในวางปิดลงไปบนหูดแล้วใช้แผ่นปิดแผลหรือเทปติดไว้ให้ด้านสีเหลืองของเปลือกกล้วยอยู่ด้านนอก จะทำให้หูดหายได้

กินกล้วยต้านโรค

สรรพคุณมากมายมหาศาลขนาดนี้ จะมองข้ามกล้วยไปไม่ได้เสียแล้ว จริงไหม?

สำหรับตัวฉันเอง ข้อที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องสรรพคุณทางยาของกล้วยก็คือ การใช้เป็นยารักษาโรคกระเพาะอาหารและอาการจุกเสียดแน่นท้อง

ตำราสมุนไพรไทยระบุว่า กล้วยน้ำว้า ใช้ทำยาได้ทั้งดิบและสุก โดยเฉพาะ กล้วยดิบ นั้นมีแทนนิน สารฝาดสมานสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ดี จึงช่วยป้องกันผนังกระเพาะอาหารและลำไส้ไม่ให้เชื้อโรคและของรสเผ็ดจัด เช่น พริก เข้าไปทำลายผนังเนื้อเยื่อกระเพาะลำไส้ ช่วยแก้ท้องเสียได้ดี

สำหรับกล้วยที่เพิ่งเริ่มสุกหรือห่ามๆ ซึ่งเปลือกยังมีสีเขียวอยู่ประปรายนั้น เป็นทั้งยาและอาหารที่ดีมากสำหรับคนท้องเสีย เพราะนอกจากจะช่วยแก้ท้องเสียแล้วยังช่วยหล่อลื่นลำไส้เพิ่มกากเวลาขับถ่าย

กล้วยกึ่งดิบกึ่งสุกนี่เองที่มีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก เวลาท้องร่วงร่างกายจะสูญเสียโพแทสเซียมไปเยอะ การกินกล้วยห่ามจึงเป็นการชดเชยได้ดี ถ้าหากคนท้องเสียปล่อยให้ร่างกายสูญเสียโพแทสเซียมไปมากๆ อาจทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติถึงขั้นหัวใจวายได้

กล้วยห่ามยังมีสารเซโรโทนินช่วยออกฤทธิ์กระตุ้นให้ผนังกระเพาะอาหารสร้างเยื่อเมือกมากขึ้น จึงช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร  

สำหรับวิธีกินกล้วยเป็นยาเพื่อรักษาอาการของโรคกระเพาะอาหารแบบจริงๆ จังๆ นั้น มีขั้นตอนยุ่งยากอยู่บ้าง เริ่มจากการนำกล้วยดิบมาฝานเป็นแว่นบางนำไปตากแดดจัดๆ ให้แห้ง หรืออบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส

ห้ามใช้ความร้อนสูงกว่านี้เด็ดขาด เพราะถ้าใช้ความร้อนสูง สารในกล้วยที่มีฤทธิ์รักษาโรคกระเพาะนั้นจะสูญเสียไป หรือหมดฤทธิ์ทันที

ไหนๆ ฉันก็เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบอยู่แล้ว คงไม่เสียหายอะไรที่จะเอาตัวเองเป็นหนูทดลองยา ก็เลยจัดแจงทำยาสมุนไพรผงกล้วยบดกินเองค่ะ

เริ่มจากการไปหากล้วยดิบที่แก่จัด 1 หวี มาปอกเปลือก หั่นแว่น ตากแดด เลือกวันที่มีแดดจัดๆ  หน่อย ตากกันแดดเดียวก็เห็นผลแล้วค่ะ

กรรมวิธีที่ยุ่งยากหน่อยก็ตรงการหั่นแว่นบางนี่แหละ เพราะกล้วยดิบมียางเหนียวหนึบติดมือติดมีด ทำค่อนข้างยาก ต้องใช้ความอดทนอย่างสูง สูงจริงๆ

การหั่นกล้วยถ้าหั่นขนาดบางไม่เท่ากันก็จะเจอปัญหาเวลาเอาไปตากแดด คือจะแห้งได้ไม่เท่ากัน เมื่อนำมาบดหรือตำก็จะได้ความละเอียดไม่สม่ำเสมอ มีทั้งส่วนที่กรอบบางและเหนียวหนึบ

ฉันทำผงกล้วยในวันที่แดดแรงมากๆ เพราะไม่อยากอบกล้วยเลย กลัวสูญเสียสรรพคุณทางยาและวิตามินต่างๆ ไปกับความร้อน แม้จะใช้ไฟแค่ 50 องศาเซลเซียสก็ตาม เลยเสียเวลามากมายไปกับการหั่นกล้วยทั้งหวี จำได้ว่าหมดไปเป็นชั่วโมงๆ เลย

หลังจากนั้น ก็นำมาวางเรียงในถาด ไม่ให้แต่ละชิ้นทับกัน เพื่อจะได้โดนแดดถ้วนทั่ว ใช้เวลาตากอยู่ไม่กี่ชั่วโมง ช่วงใกล้เที่ยงไปจนถึงบ่าย 3 โมง ก็เรียบร้อย แห้งสนิท

พอจับดูแผ่นกล้วย เห็นว่าแห้งดีแล้ว ก็เอามาตำค่ะ ตำด้วยครกหิน

คุณเอ๋ย ช่วงนี้แหละทุกข์ทรมานยิ่งนักที่จะบดกล้วยให้เป็นผงละเอียด ต้องตำ ต้องร่อน ร่อนแล้วเอากากที่เหลือมาตำใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายครั้งหลายหนกว่าจะได้เป็นผงยาออกมาได้ในที่สุด

เหนื่อยสุดๆ!

และเพิ่งมารู้ภายหลังว่า ในบรรดาผู้ผลิตสมุนไพรพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงหลายรายนั้น เขาทำผงกล้วยดิบสำเร็จรูปบรรจุซองออกมาจำหน่ายกันอย่างแพร่หลายแล้วค่ะ

กรรมวิธีการผลิตเมื่อเป็นรูปอุตสาหกรรมแล้ว น่าจะใช้การอบเป็นหลักและนำมาบดเป็นผงด้วยเครื่องบด ไม่ใช่การตำกับครกแบบโบราณอย่างที่ฉันทำ

ผงกล้วยดิบสำเร็จรูปเท่าที่เห็นขายกันอยู่สำหรับให้ชงดื่ม ขนาด 20 ซอง ต่อกล่อง ซองละ 10 กรัม ราคาประมาณกล่องละ 95 บาท มีขายตามร้านขายยาสมุนไพรทั่วไป รวมทั้งที่ขายผ่านตามร้านค้าออนไลน์ในเว็บไซต์ต่างๆ

วิธีใช้ก็ไม่ยุ่งยากอะไร แค่ละลายผงกล้วยกับน้ำร้อนหรือจะเติมน้ำผึ้งด้วยก็ได้ กินวันละ 3 คร้้ง ก่อนอาหาร

ต้องยอมรับว่ายาผงกล้วยทำเองนี่ได้ผลตามสรรพคุณจริงๆ แม้จะไม่ได้ทำให้อาการโรคกระเพาะอาหารหายขาดเป็นปลิดทิ้ง แต่ก็ช่วยบรรเทาอาการลงไปได้กว่าครึ่ง ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพายาหมอสั่งมากจนเกินไปนัก

ทราบมาว่าผงกล้วยดิบนี้สามารถทำได้โดยใช้ได้ทั้งกล้วยน้ำว้าดิบหรือกล้วยหักมุกดิบ ซึ่งสรรพคุณในการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารนั้นผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาหมดแล้ว

ระหว่างที่รักษาอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหารด้วยผงกล้วยดิบอยู่ ฉันก็กินกล้วยสุกตามเข้าไปด้วย ปรากฏว่าช่วยเป็นยาระบายได้อย่างดี เพราะกล้วยสุกมีสารเพคติน (pectin) สูง ช่วยเพิ่มกากอาหารและมีเมือกลื่นช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ปลอดโปร่งโล่งทวารดีจริงๆ  

ฤทธิ์ระบายของกล้วยน้ำว้าสุกนั้น ระยะแรกๆ ถ้ากินในปริมาณน้อยยังจะไม่ค่อยเห็นผลค่ะ ต้องกินเป็นประจำ วันละ 5-6 ลูก ต่อเนื่อง จึงจะเห็นว่าอุจจาระที่ออกมาเป็นสีเหลืองทอง สวยงาม ไม่มีกลิ่นเหม็น เหมือนกับอุจจาระของคนที่กินเนื้อสัตว์เยอะๆ

และมีข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญการกินกล้วยมาฝากด้วยว่า จะกินกล้วยให้ได้ผลดีต่อสุขภาพร่างกายจริงๆ นั้น ต้องเคี้ยวบดให้ละเอียดที่สุด เคี้ยวได้นานเท่าไหร่ยิ่งดี เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่มีแป้งอยู่มาก 20-25% การเคี้ยวกล้วยให้แหลกละเอียดที่สุดจะช่วยย่อยแป้งได้มากก่อนกลืนลงกระเพาะอาหาร ช่วยแบ่งเบาภาระไม่ให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนักในการย่อยแป้งจนเกินไป

ลองสังเกตด้วยตัวเองดูจะพบว่า วันไหนที่เรารีบกินกล้วยแบบเคี้ยวหยาบๆ มักจะทำให้เกิดอาการท้องอืด จุกแน่น เพราะน้ำย่อยออกมาย่อยแป้งในกล้วยไม่ทันนั่นเอง

เอาเป็นว่า ท่านใดที่ต้องการยารักษาโรคกระเพาะราคาถูก และปรุงยาได้ด้วยตนเอง ขอแนะนำตำรานี้นะคะ

ลองทำดู จะรู้ว่า เราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในทุกเรื่อง แม้กระทั่งหยูกยารักษาตัวเรา

 

Credit: technologychaoban.com


กล้วยเป็นยา
กล้วยนอกจากจะเป็นอาหารที่มีคุณภาพสูงแล้ว ยังเป็นยารักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารชั้นยอดที่ใช้ได้ผลกันมานักต่อนักแล้ว โรคแผลในกระเพาะอาหารเป็นโรคเรื้อรังรักษาให้หายได้ยาก บางคนกินยาแผนปัจจุบันมาเป็นหลาย ๆ ปี ก็ยังไม่หายขาดแต่กลับดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยกล้วยดิบ การใช้กล้วยรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร สามารถทำได้โดยใช้กล้วยน้ำว้าดิบ หรือกล้วยหักมุกดิบปอกเปลือกออก หรืออาจใช้ทั้งเปลือกก็ได้หั่นเป็นแว่นบาง ๆ ตากแดดหรืออบที่อุณหภูมิต่ำ ๆ (50-60 องศาเซลเซียส) แล้วบดให้ละเอียดเป็นแป้งใส่ขวดโหลเก็บไว้

วิธีใช้ นำผงกล้วยดิบ 1-2 ช้อนโต๊ะชงน้ำร้อนดื่ม หรือผสมกับน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน รับประทานก่อนอาหารและก่อนนอน ซึ่งสรรพคุณของกล้วยในการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารนั้น นักวิทยาศาสตร์พบสารสำคัญในกล้วยที่สามารถยับยั้งการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหารได้ มันจึงช่วยลดการกำเริบของแผลในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อเนื่องจากแผลในกระเพาะอาหาร และได้มีคณะนักวิจัยได้ทดลองให้หนูขาวกินแอสไพริน(aspirin) แล้วกินผงกล้วยดิบ พบว่า ผนังกระเพาะของหนูขาวกลับหนาขึ้นจนเห็นได้ชัดถึงร้อยละ 20 จึงเป็นข้อมูลสนับสนุนได้ว่า กล้วยป้องกันไม่ให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ แต่อย่างไรก็ดี มีงานวิจัยในสัตว์ทดลองบางงานที่ไม่พบฤทธิ์รักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารของกล้วย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย จึงขอแนะนำให้รับประทานกล้วยเป็นอาหารเสริมควบคู่กับการรักษาด้วยยาตามปกติจะดีที่สุด
ในผลดิบของกล้วยยังมีสารแทนนิน (tannin) ซึ่งเป็นสารรสฝาด สามารถรักษาอาการท้องเดินชนิดไม่รุนแรงได้ วิธีใช้คือ ใช้กล้วยน้ำว้าห่ามรับประทานดิบครั้งละ ½ หรือ 1 ผล หรือใช้กล้วยดิบมาหั่นบาง ๆ ตากแดดให้แห้ง และบดให้ละเอียดเป็นแป้ง ใช้ผงกล้วยนี้ในปริมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ใส่ในถ้วยน้ำชา และเอาน้ำผึ้งผสม 1 ช้อนโต๊ะ และควรงดอาหารทุกชนิดสักสองมื้อ เพื่อให้ท้องไส้ได้มีโอกาสพักบ้าง ระหว่างนี้ก็ทานน้ำผสมเกลือแร่บ่อย ๆ ก็จะช่วยให้หายอ่อนเพลียได้ กล้วยดิบจะช่วยระงับอาการท้องเดินแล้ว กล้วยสุกยังช่วยเป็นยาระบายได้เพราะมีเพคติน(pectin) สูง และเป็นการช่วยเพิ่มกากอาหารและมีเมือกลื่นช่วยให้ถ่ายสะดวก เพียงแต่รับประทานกล้วยสุกวันละ 2-4 ผล อาจทานเปล่า ๆ หรือดองในน้ำผึ้ง รับประทานก่อนนอน ท่านก็จะมีการขับถ่ายคล่องทุกวันค่ะ

กล้วยผง โรงพยาบาลอู่ทอง

กล้วยดิบผงพร้อมชงดื่ม บรรจุ 20 ซอง ซองละ 10 กรัม ราคากล่องละ 115 บาท ซื้อ 3 กล่อง คิดกล่องละ  110  บาท

ส่วนผสมโดยประมาณ  กล้วย 50 % น้ำตาล 48% เกลือ 1.2 % กรดมะนาว 0.8 %

วิธีใช้  ละลายกล้วยผง 1 ซอง เติมน้ำร้อน 30 มล. รับประทานวันละ 3 คร้้ง ก่อนอาหารหรือผสมน้ำผึ้งก็ได้นะคะเพื่อเพิ่มรสชาด

 

ราคา กล่องละ 115 บาท  (ซื้อ 3 กล่อง คิดกล่องละ  110  บาท)
ค่าจัดส่ง Kerry Express 50 บาท


บริการเก็บเงินปลายทาง

กรุงเทพและปริมณฑล 1 วันทำการสินค้าถึงลูกค้า

ต่างจังหวัด  2-3 วันทำการสินค้าถึงลูกค้า

พื้นที่ห่างไกล น่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน ยะลา นราธิวาส 3-4  วันทำการสินค้าถึงลูกค้า

สั่งซื้อสินค้า