ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่อง‘เมืองละโว้"ยัน3,000 ปีไม่เคยร้าง ชี้ลพบุรีแสดงความเป็นมา"คนไทย"ชัดสุด

ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่อง ‘เมืองละโว้” ยัน 3,000 ปีไม่เคยร้าง ชี้ ‘ลพบุรี’ แสดงความเป็นมา “คนไทย” ชัดเจนที่สุด

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 20 ธันวาคม ที่วัดนครโกษา ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มีการถ่ายทอดสดรายการ ‘ขรรค์ชัย บุนปาน-สุจิตต์ วงษ์เทศ ทัวร์ทอดน่องท่องเที่ยว” ผ่านเฟซบุ๊ก “มติชนออนไลน์” สนับสนุนโดย ซาร่า ลดไข้ บรรเทาปวด , บ.ไทยเบเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และกรมการพัฒนาชุมชน

นายสุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์เครือมติชน กล่าวว่า ตนและนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เคยเดินทางมาที่จังหวัดลพบุรีตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร เพื่อพบอาจารย์หวน พินธุพันธุ์ ที่วิทยาลัยครูเทพสตรี เนื่องจากประทับใจงานเขียนด้านประวัติศาสตร์ของท่าน จากนั้นได้เดินทางสำรวจในสถานที่ต่างๆ โดยพักค้างคืนในโรงแรมใกล้สถานีรถไฟลพบุรี สำหรับประวัติศาสตร์ของลพบุรีมีความเป็นมายาวนาน ปรากฏหลักฐานตั้งแต่ก่อนยุคพุทธกาล เมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว โดยมีชุมชนกระจัดกระจายอยู่ตามลุ่มน้ำต่างๆ โดยเฉพาะลุ่มลพบุรี-ป่าสัก ต่อมาในช่วง 2,000 ปีก่อนพัฒนาเข้าสู่ ‘ยุคโลหะ’ ผู้คนรู้จักการถลุงเหล็ก ทำเป็นอาวุธและเครื่องใช้ กินข้าว และอาหารแบบ ‘เน่าแล้วอร่อย’ ในวัฒนธรรมอุษาเคนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการนับถือศาสนาผี

นายสุจิตต์ กล่าวต่อว่า เมื่อมาถึงยุคทวารวดี ซึ่งในเอกสารจีนถ่ายถอดเสียงว่า ‘โถโลโปตี้’ ในช่วง 1,500 ปีมาแล้ว ชุมชนแถบนี้เริ่มเติบโตเป็น ‘รัฐ’ มีร่องรอยโบราณสถานพบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม ปูนปั้น และเศียรพระพุทธรูป ต่อมาในช่วง 1,000 ปีที่แล้ว ‘รัฐละโว้’ ปรากฏขึ้น มีข้อสันนิษฐานว่าชื่อรัฐนี้มาจากภาษาพื้นเมือง หมายถึง ‘ภูเขา’ เขยิบลงมาอีกราว 200 ปี คือช่วง 800 ปีก่อน ศูนย์กลางรัฐละโว้ย้ายไปอยู่ที่ “อโยธยาศรีรามเทพ” ต้นกำเนิดกรุงศรีอยุธยา ผลักดันและหนุนให้เกิดการสถาปนากรุงสุโขทัย นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นที่น่าตั้งคำถามคือ ‘ขอมเป็นใคร มาจากไหน’

“ขอมเก่าสุดขอมละโว้ที่ลพบุรี เป็นประชากรสำคัญในการสถาปนากรุงศรีอยุธยาและสุโขทัย บุคคลกลุ่มนี้กลายตัวเองเป็นคนไทย ลพบุรีแสดงความเป็นมาของคนไทยที่เกิดจากการผสมผสาน ร้อยพ่อพันธุ์แม่ได้อย่างชัดเจนและโดดเด่นที่สุด ส่วนตัวไม่เชื่อว่าชนชาติบริสุทธิ์มีจริง คนไทยไม่ได้อพยพหรือหลบหนีมาจากไหน” นายสุจิตต์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการถ่ายทอดสด มีการนำแผนที่ แผนผังเมืองลพบุรีและเส้นทางน้ำสำคัญแสดงให้ชมจำนวนมาก โดยนายสุจิตต์ระบุว่า รู้สึกเสียดายที่แม่น้ำลำคลองต่างๆในประเทศไทยไม่ได้รับการดูแลมากเท่าที่ควร ทั้งที่สามารถพัฒนาและส่งเสริมเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นดีได้อีกด้วย ประเทศที่บ้าถนน ก็ทิ้งแม่น้ำลำคลองเป็นธรรมดา ไม่เพียงเท่านั้น ล่าสุดยังจะสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย

ต่อมา เวลาราว 15.00 น. นายขรรค์ชัย และนายสุจิตต์เดินเท้าไปยังศาลพระกาฬ โดยนั่งชมละครรำแก้บนคณะ “สุขศิลปบันเทิง” จากนั้น เป็นการพูดคุยประวัติศาสตร์เมืองลพบุรีในสมัยอยุธยา


นายสุจิตต์กล่าวว่า คำว่า “พระกาฬ” หมายถึงพระอิศวร ในปางดุร้าย ในขณะเดียวกันใครทำดีก็มีคุณ ศาลพระกาฬนี้ มีในกรุงศรีอยุธยาด้วย โดยตั้งอยู่ที่แยกตะแลงแกง ส่วนศาลพระกาฬที่ลพบุรีเป็นชื่อใหม่ เดิมเป็นโบราณสถานในวัฒนธรรมขอม

นายสุจิตต์ กล่าวต่อว่า ในสมัยอยุธยา ยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งทรงย้ายมาพำนักที่เมืองแห่งนี้พร้อมทั้งสร้างพระราชวังอันงดงามเกินบรรยาย เรียกกันภายหลังว่า ‘พระนารายณ์ราชนิเวศน์’ ทว่า เบื้องหลังการเมืองที่เข้มข้น นอกจากนี้ ยังประเด็นน่าสนใจอีกมากมาย ทั้งความขัดแย้งระหว่างเชื้อสายละโว้ กับเชื้อสายสุพรรณภูมิ กระทั่งสุพรรณยึดอยุธยา กำจัดละโว้อันเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์อย่างกรณี ‘ท้าวศรีสุดาจันทร์’ แม่หยัวเมือง

“พระนารายณ์ย้ายจากอยุธยาไปอยู่เมืองละโว้ แล้วให้ชื่อใหม่ว่าลพบุรี นักประวัติศาสตร์ไทยอธิบายว่าด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ เตรียมเมืองลพบุรีไว้ต่อต้านการรุกรานของฮอลันดา แต่หลักฐานทั้งหลายไม่สนับสนุนอย่างนั้น กลับพบว่าพระนารายณ์ไปอยู่ลพบุรีเพื่อความมั่นคงทางการเมือง เพราะในอยุธยามีพวกขุนนางคิดยึดอำนาจทำรัฐประหารโค่นล้มตลอดเวลา” นายสุจิตต์กล่าว และว่าในคราวกรุงศรีอยุธยาแตก เมื่อ พ.ศ.2310 ลพบุรี ไม่แตก ยังมีผู้คนอยู่อาศัยสืบมา กระทั่งลพบุรียุคใหม่มีการสร้างทางรถไฟสายเหนือผ่านขึ้นไปเชียงใหม่ แล้วกลายเป็น ‘เมืองทหาร’ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม

นายขรรค์ชัย บุนปาน กล่าวว่า ทางรถไฟที่ผ่านตัวเมืองลพบุรี สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ทางรถไฟนี้เองที่มีส่วนช่วยรักษาโครงสร้างใหญ่ของตัวเมืองลพบุรีไว้ทำให้ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักจากเมื่อหลายสิบปีก่อน โบราณสถาน เช่นศาลพระกาฬก็ดูไม่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน

 

ที่มาของเนื้อหา : www.matichon.co.th