การดูแลเบาหวานด้วยตนเอง

การติดตามและการประเมินผลในการดูแลเบาหวานด้วยตนเอง

การติดตามและการประเมินผลในการดูแลเบาหวานด้วยตนเอง
คัทรี ชัยชาญวัฒนากุล
นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ สาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตาเบสสีส้ม
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล

จุดประสงค์หลักในการรักษาเบาหวานให้ได้ผลดี คือการรักษาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเท้า ตา ไต และหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติให้มากที่สุด ระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลงไปตามอาหาร การออกกำลังกาย ถ้าผู้ป่วยเบาหวานสามารถตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยตนเองก็จะทำให้สามารถควบคุมอาหารหรือการออกกำลังกายและปรับยาฉีดอินซูลินให้เหมาะสมกับระดับน้ำตาลในแต่ละวันแทนที่จะมีระดับน้ำตาลสูงอยู่ตลอด 2-3 เดือน ระหว่างรอพบแพทย์ ดังนั้นการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (Self Monitoring Blood Glucose, SMBG) เป็นเรื่องสำคัญและมีประโยชน์ต่อการดูแลเบาหวาน

การประเมินผลการตรวจเลือด

SMBG คือการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง โดยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้วเพียงเล็กน้อย ใช้แผ่นตรวจเลือดดูดเข้าไปอ่านด้วยเครื่องวัดระดับน้ำตาล (Glucometer) สามารถรู้ค่าน้ำตาลในช่วงระยะเวลาอันสั้น สามารถติดตามประเมินผลการรักษาและความรุนแรงของโรคได้ดี

ระยะเวลาและความถี่การตรวจเลือดของผู้ป่วยเบาหวานมีความแตกต่างกันตามชนิดของโรคเบาหวาน วิธีการรักษาและจุดมุ่งหมายของการควบคุมเบาหวาน ดังนี้

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และผู้ป่วยที่ต้องควบคุมเบาหวานอย่างเข้มงวด เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือผู้ป่วยที่ต้องฉีดอินซูลิน ควรแนะนำให้ตรวจวันละ 3-4 ครั้งก่อนมื้ออาหาร หลังอาการ 1 และ 2 ชั่วโมง และก่อนนอน โดยสลับหมุนเวียนกัน

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รักษาด้วยยาเม็ดลดระดับน้ำตาลในเลือด อาจตรวจด้วยตนเองอย่างน้อย 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ สลับหมุนเวียนทั้งแบบก่อนและหลังมื้ออาหารรวมทั้งก่อนนอน เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นลงมากในแต่ละวัน

นอกจากนั้นถ้าอยู่ในช่วงของการรักษาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง อาจจะต้องมีการเจาะเลือดอย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง แต่ถ้าการรักษาเป็นไปตามปกติ ระดับน้ำตาลคงที่และ HbAlC อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ ก็อาจลดจำนวนครั้งของการเจาะเลือดลง

การดูแลเบาหวานด้วยตนเอง

ประโยชน์ของการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง คือ

1. ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน สามารถวิจัยป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำตาลเลือดต่ำ (Hypoglycemia) และภาวะน้ำตาลเลือดสูง (Hyperglycemia)

2. สามารถปรับภาวะสมดุลของอาหาร การออกกำลังกายและขนาดของยาได้เหมาะสม มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเรื่องอาหารและการออกกำลังกายทำให้รู้จักตนเองได้ดีขึ้น

3. สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงเกณฑ์ที่ดีและช่วยชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนเรื้อรังได้ เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้สมกับคำที่ว่า “ถึงแม้เป็นเบาหวาน ชีวิตก็มีความสุขได้”

การประเมินผลการตรวจปัสสาวะ

การตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ สามารถช่วยในการติดตามกรควบคุมน้ำตาลในการควบคุมเบาหวานและการรักษาเป็นวิธีที่ง่าย เสียค่าใช้จ่ายน้อยลงและไม่เจ็บตัว แต่มีข้อจำกัดคือ ระดับน้ำตาลในเลือดจะต้องมากกว่า 180 มล./ดล. ไตจึงจะปล่อยกลูโคสออกมาทางปัสสาวะ ซึ่งทำให้ไม่สามารถตรวจสอบถ้าเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ

การเก็บปัสสาวะเพื่อตรวจมี 2 ลักษณะ คือ

1. เก็บปัสสาวะแบบไม่เลือกเวลา คือการเก็บปัสสาวะครั้งแรกตรวจเวลาใดก็ได้ จะสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงเวลาที่ผ่านมา

2. การเก็บปัสสาวะครั้งที่ 2 ตรวจ คือ การตรวจปัสสาวะในช่วงเวลาจำเพาะ ให้ผู้ป่วยปัสสาวะครั้งแรกทิ้งให้หมดและรอประมาณ 30 นาที จึงเก็บปัสสาวะครั้งที่ 2 ตรวจทันที จะสัมพันธ์กับระดับกลูโคสในเลือดเวลาที่ตรวจ ซึ่งดีกว่าการเก็บปัสสาวะครั้งแรกตรวจ

วิธีการตรวจปัสสาวะ โดยใช้แถบตรวจจุ่มในปัสสาวะและเทียบสีข้างกล่อง และประเมินผลเป็นตัวเลขคร่าวๆ

ประโยชน์ของการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะด้วยตนเอง ทำให้ทราบถึงภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และการควบคุมเบาหวานด้วยตนเองในแต่ละวัน

ข้อควรระวังในการตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ

1. ระดับของไตในการเก็บกักกลูโคสมีค่าแตกต่างทั้งในคนปกติและในภาวะผิดปกติหรือมีโรคไตแทรกซ้อน ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่พบระดับน้ำตาลในปัสสาวะ แม้ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 200 มก./ดล.

2. ผู้ป่วยเบาหวานที่มีการทำงานของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ทำให้มีปัสสาวะค้างมากในกระเพาะปัสสาวะอาจทำให้ผลไม่แน่นอน

3. ปริมาณน้ำที่ดื่ม มีผลต่อความเข้มข้นของปัสสาวะ และอาจทำให้

 

การตรวจผิดพลาดได้

4. ไม่สามารถวินิจฉัยภาวะน้ำตาลต่ำหรือสูงเล็กน้อย

5. ยาบางชนิดมีผลกระทบต่อการแปลผลได้

การตรวจคีโตนในปัสสาวะ

ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ถ้ามีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 250 มก./ดล. ควรจะเก็บปัสสาวะตรวจระดับ คีโตน โดยใช้แถบตรวจจุ่มในปัสสาวะและเทียบสีข้างกล่อง ประเมินผลว่ามีคีโตนออกมาในปัสสาวะหรือไม่

การตรวจหา micro-albumin ในปัสสาวะ (ไข่ขาวในปัสสาวะ)

ในผู้ป่วยเบาหวาน ควรจะมีการตรวจหาไข่ขาวในปัสสาวะ เพื่อดูสภาวะของไตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยใช้แถบตรวจจุ่มในปัสสาวะและเทียบสีข้างกล่องและประเมินผลว่ามีไข่ขาวออกมาทางปัสสาวะหรือไม่ ปริมาณเท่าใด

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การติดตามและประเมินผลในการดูแลเบาหวานด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลระดับน้ำตาลในเลือดหรือในปัสสาวะ เป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ทำให้ผู้ป่วยได้ทราบระดับน้ำตาลในเวลาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง และสามารถนำผลดังกล่าวมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเรื่องอาหาร การออกกำลังกายตลอดจนการปรับยาเพื่อให้การควบคุมเบาหวานอยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้ และเป็นผลให้สามารถที่จะป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

 

ที่มาบทความ จาก หนังสือ “เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน”

เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๙
โดยสโมสรไลออนส์สากล ภาค 310 ประเทศไทย สมาคมโรคเบาหวาน แห่งประเทศไทย
ศูนย์เบาหวานศิริราช คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ตอนที่ 1 : เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
ตอนที่ 2 : มาช่วยกันป้องกันโรคเบาหวาน…กันดีกว่า
ตอนที่ 3 : การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน
ตอนที่ 4 : เบาหวานในเด็กและวัยรุ่น และการรักษาปัจจุบัน
ตอนที่ 5 : เมตาโบลิก ซินโดรม Metabolic Syndrome
ตอนที่ 6 : การติดตามและการประเมินผลในการดูแลเบาหวานด้วยตนเอง
ตอนที่ 7 : การออกกำลังกายในผู้ป่วยเป็นเบาหวาน
ตอนที่ 8 : การดูแลเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ตอนที่ 9 : โรคความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวาน
ตอนที่ 10 : อาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

Save